วิธีการรับมือ และป้องกันเชื้อไวรัสโคโรน่า !

ไวรัสโคโรน่า

        ไวรัสโคโรน่า หรือ Covid-19 คือ เชื้อไวรัสที่มีลักษณะป็นตัวแหลมๆ และมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถเกาะติดกับปอดได้ดีกว่าไวรัสตัวอื่นๆ ทำให้เกิดโรคติดต่อทางเดินหายใจอักเสบ โรคปอดอักเสบติดเชื้อ รวมไปถึงปอดอักเสบรุนแรง พบได้ทั้งในคนและสัตว์  มีแหล่งกำเนิดมาจากตลาดค้าขายเนื้อสัตว์ป่าในมณฑลอู่ฮั่น ประเทศจีน ไวรัสโคโรน่ามีหลายสายพันธุ์ ซึ่งสายพันธ์ที่เคยระบาดรุนแรงมาก่อนได้แก่ ไวรัสซาร์ส และไวรัสเมอร์ส ไวรัสโคโรน่าที่กำลังระบาดอยู่ในช่วงนี้คือสายพันธุ์ใหม่

ไวรัสโคโรน่า
ภาพไวรัสโคโรน่าจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (ที่มา: CDC)

สารบัญ

  1. ไวรัสโคโรน่าคือ
  2. องค์การอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉิน
  3. ลักษณะอาการ
  4. ไวรัสโคโรน่าติดต่อได้อย่างไร
  5. กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ
  6. วิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสโคโรน่า
  7. หน้ากากแบบไหนป้องกันไวรัสได้ 

องค์การอนามัยโลก ประกาศภาวะฉุกเฉิน!

       31 ม.ค. องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขทั่วโลก หลังยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่าหมื่นราย และยังพบการติดเชื้อจากคนสู่คนในสหรัฐเป็นรายแรก ส่วนฝรั่งเศส พบผู้ติดเชื้อเป็นรายที่ 5 

       สธ. แถลง พบว่ามีผู้ติดเชื้อรายแรกในไทย เป็นคนขับแท็กซี่ ไม่มีประวัติการเดินทางไปประเทศจีนมาก่อนจึงถือว่าเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกของไทยที่พบเชื้อจากการแพร่ระบาดจากคนสู่คน  โดยติดเชื้อมาจากผู้โดยสารซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน  

       2 ก.พ. พบผู้เสียชีวิตรายแรกนอกประเทศจีนแล้ว หลังกระทรวงสาธารณะสุขของประเทศฟิลิปปินส์ ยืนยันว่าชายชาวจีนวัย 44 ปีเดินทางมาจากเมืออู่ฮั่นเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

       แม้ว่าความเสี่ยงที่คนไทยจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสติดเลย เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลและป้องกันตัวเองอยู่เสมอ      

   

ลักษณะอาการ

       โดยปกติแล้วหากได้รับเชื้อไวรัสโคโรน่าจะใช้ระยะเวลาในการฟักตัว 1-2 สัปดาห์ มีอาการคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป สามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

    • น้ำมูกไหล มีไข้สูง เจ็บคอ
    • มีอาการตามทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม
    • เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก
    • เจ็บหน้าอก ปวดเมื่อยเนื้อตัว

       อาการรุนแรงที่พบคือ อาการปอดอักเสบทำให้เสียชีวิต ซึ่งอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 3 % จากผู้ติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งต่างจากโรคซาร์สที่มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 10% และโรคเมอร์สที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30% จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าเชื้อไวรัสโคโรน่ามีอาการรุนแรงน้อยกว่าจากไวรัสตระกูลเดียวกันที่เคยระบาดมาก่อน แต่ด้วยความรุนแรงที่น้อยกว่า ทำให้แพร่ระบาดได้ง่ายตามหลักโรคระบาดทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อสามารถเดินทางไปได้ไกล และเชื้อยังสามารถแพร่ได้ในระยะฟักตัวโดยที่ผู้ป่วยไม่แสดงอาการป่วยใดๆ ออกมาเลย ทำให้ผู้อื่นที่ติดเชื้อไม่รู้ตัว เชื้อจึงสามารถแพร่กระจายทั่วโลก

 

จากการเปรียบเทียบระหว่างไวรัสโคโรน่า กับซาร์สและเมอร์สแล้ว Dr.Anthony Fauci ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อ สหรัฐอเมริกา (National Institute of Allergy and Infectious Diseases) ให้ข้อมูลว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้รุนแรงน้อยกว่าซาร์สและเมอร์ส 

 

ไวรัสโคโรน่า ติดต่อได้อย่างไร

       ไวรัสโคโรน่าสามารถติดต่อได้จากคนสู่คน ผ่านจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย จากการไอ จาม  ซึ่งการเดินสวนกันกับผู้ป่วยไม่ทำให้เราติดเชื้อไวรัสอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจกัน เว้นแต่ว่ามีการพูดคุยใกล้ชิดกับผู้ป่วยซึ่งทำให้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้

       ตามปกติของเชื้อไวรัสโคโรน่าอื่นจะทนอยู่ในสภาพแวดล้อมได้ไม่นาน บางตัวอยู่ได้ 8-10 ชม. ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมบริเวณนั้น หากผู้ป่วยไอจามแล้วละอองน้ำลาย น้ำมูก กระเด็นไปโดนลูกบิด หรือราวบันไดแล้วเราไปสัมผัสต่อและนำมือนั้นมาสัมผัสจมูก ปาก ก็เสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสได้  

       ไวรัสโคโรน่าไม่ติดต่อทางตา ยกเว้นกรณีร้ายแรงที่สุดคือโดนถ่มน้ำลายใส่ตาเท่านั้นถึงจะติดต่อ ซึ่งโอกาสที่จะติดทางตานั้นเป็นไปไม่ได้เลย

 

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ

       เชื้อไวรัสโคโรน่าสามารถติดต่อได้จากคนสู่คน และสามารถติดต่อได้ในคนทั่วไป แต่ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป เนื่องมาจากร่างกายมีการสร้าง antibody ช้า รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่ายและหากติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วมีแนวโน้มที่อาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป

 

 

วิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสโคโรน่า

       1.เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน

       2.ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่

                หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำอุ่นและสบู่ โดยถูสบู่จนเข้าเนื้อเป็นเวลา 20-30 วินาที  จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด และควรล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ และเมื่อกลับมาจากข้างนอก ให้ล้างมือทุกครั้งเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

                ขั้นตอนการล้างมือให้ถูกวิธี

ขั้นตอนการล้างมือ

       3.ห้ามใช้มือสัมผัสหน้า ขยี้ตา จมูกหรือปาก

                เนื่องจากเวลาที่เราออกไปข้างนอก เราอาจไปสัมผัสโดนสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยเชื้อไวรัสโคโรน่าโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น จับลูกบิด ราวบันได ที่อาจทำให้เชื้อไวรัสติดตามมือเรามา หากต้องสัมผัสใบหน้า ให้ล้างมือให้สะอาดก่อนเสมอหรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ 

                แอลกอฮอล์ล้างมือที่มีประสิทธิภาพควรมีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 70-90% จึงจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ส่วนแอลกอฮอล์ 95-100% มีการระเหยที่เร็วทำให้ไม่สามารถะดูดซึมไปในเซลล์เมมเบรน และเกิดการคายน้ำออกจากเซลล์อย่างรวดเร็วทำให้ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้

 

       4.เลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย หรือผู้ที่มีอาการไอจาม

                การไอ จาม เป็นอาการพื้นฐานของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และการ ไอ จาม ยังเป็นการปล่อยเชื้อ ซึ่งหากน้ำลายหรือน้ำมูกกระเด็นมาโดนเราอาจทำให้ติดเชื้อได้ ให้รักษาระยะห่างจากจากผู้ที่มีอาการผิดปกติเพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

       5.ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว

       6.ทานอาหารปรุงสุกแล้ว ใช้ช้อนกลาง งดทานอาหารดิบและเนื้อสัตว์ป่า

       7.สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกไปที่สาธารณะ

                วิธีสวมหน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

                การสวมหน้ากากอนามัย หากสวมไม่ถูกต้องนอกจากจะไม่ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสแล้ว ยังเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยวิธีการสวมหน้ากากอนามัยที่ถูกต้องมีดังนี้  

  •  หันด้านที่มีสีออก เนื่องจากด้านที่ไม่มีสีจะสามารถกักเก็บน้ำลาย จากการไอจาม ได้ดีกว่าป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น หากเป็นหน้ากากอนามัยแบบไม่มีสี ให้สังเกตที่รอยพับโดยสวมให้รอยพับคว่ำลง โดยด้านที่มีลวดอยู่ข้างบน
  • นำสายรัดคล้องหูทั้งสองข้างและใส่หน้ากากอนามัยให้ปิดถึงใต้ตา
  • กดลวดให้แนบกับจมูก
  • ดึงหน้ากากอนามัยให้คลุมลงมาถึงใต้คาง

วิธีใส่หน้ากากอนามัย

       หลังจากใช้หน้ากากอนามัยแล้วให้ทิ้งถังขยะห้ามนำกลับมาใส่ซ้ำ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังถอดหน้ากากอนามัย

 

หากมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

 

หน้ากากอนามัยแบบไหนป้องกันไวรัสได้  

       หน้ากากที่แนะนำคือหน้ากากอนามัย (surgical mask) เพราะมีตัวกันของเหลวสำหรับกันละอองน้ำลายและเสมหะจากการไอ จาม ที่สำคัญสวมใส่ง่าย หายใจสะดวก ส่วนหน้ากาก N95 แม้จะมีประสิทธิภาพการป้องกันที่สูงกว่า แต่ใส่แล้วหายใจลำบาก (ถ้าใส่แล้วหายใจสะดวกแปลว่าใส่ไม่ถูกวิธี) ทำให้ต้องหายใจแรงๆ มีโอกาสรับเชื้อได้

หน้ากากอนามัย
surgical mask

               

สรุป

       ถึงแม้ว่าไวรัสโคโรน่าจะไม่รุนแรงเท่ากับโรคซาร์สและโรคเมอร์สที่เคยระบาดมาก่อน แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจเพียงเพราะอัตราการเสียชีวิตต่ำ อีกทั้งไวรัสไม่แสดงอาการใน 14 วันทำให้เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครติดเชื้อไวรัส ดังนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองและป้องเชื้อไวรัสตามข้องปฏิบัติข้างต้น เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

 

       และเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 63 นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ และ รศ.นพ.สืบสาย คงแสงดาวจากโรงพยาบาลราชวิถี  ได้รายงานผลการทดลองรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าที่มีอาการรุนแรง โดยให้ยาต้านไวรัสเอดส์ และยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ร่วมกัน ปรากฏว่าผลดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง เชื้อจากที่เป็นบวก 10 วัน กลายเป็นลบและคนไข้มีอาการดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีในการรักษา

 

ใส่ความเห็น