คำนวณ BMI ดัชนีมวลกาย เช็กระดับความอ้วนได้ด้วยตัวเอง

คำนวณ BMI

        คำนวณ BMI (Body Mass Index) หรือการหาค่าดัชนีมวลกาย เป็นวิธีที่นิยมใช้ประเมินสภาวะสมดุลของร่างกายระหว่าง “น้ำหนัก” และ “ส่วนสูง” เพื่อเช็กว่าปัจจุบันคุณอยู่ในเกณฑ์หุ่นดี สุขภาพเหมาะสม หรือมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพร้ายแรงหลายประการ

วิธี คำนวณ BMI ด้วยตัวเอง

      วิธีคำนวณ BMI ด้วยตัวเอง (สูตรคำนวณดัชนีมวลกาย)

BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร²)

ตัวอย่าง: หากคุณหนัก 60 กก. สูง 165 ซม. สูตรการคำนวนจะเป็นดังนี้ 60 / (1.65×1.65) = 22.03

เมื่อคำนวณ BMI ได้ตัวเลขออกมาแล้ว สามารถนำมาเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานเพื่อประเมินสุขภาพได้ดังนี้

ค่า BMIการแปลผลความเสี่ยงโรค
น้อยกว่า 18.5ผอมเกินไปเสี่ยงขาดสารอาหาร
18.5 - 22.9ปกติ (สุขภาพดี)เสี่ยงโรคน้อยที่สุด
23.0 - 24.9น้ำหนักเกินเริ่มมีความเสี่ยง
25.0 - 29.9อ้วนระดับ 1เสี่ยงโรคความดัน/เบาหวาน
30.0 ขึ้นไปอ้วนอันตรายเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

BMI น้อยกว่า 18.5 อยู่ในเกณฑ์: ผอมเกินไป (Underweight)

น้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐาน ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ควรเน้นทานอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มน้ำหนัก

BMI 18.5 – 22.9 | อยู่ในเกณฑ์: ปกติ (Normal Weight)

เป็นระดับน้ำหนักที่สมดุลที่สุด มีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ น้อยที่สุด
รักษาพฤติกรรมการทานอาหารและการออกกำลังกายให้คงที่

BMI 23.0 – 24.9 | อยู่ในเกณฑ์: น้ำหนักเกิน (Overweight)

เริ่มก้าวเข้าสู่ภาวะท้วม และมีความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้น
เริ่มควบคุมปริมาณแคลอรีต่อวัน และเพิ่มการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างน้อย 30 นาที/วัน

BMI 25.0 – 29.9 | อยู่ในเกณฑ์: อ้วนระดับ 1 (Obese)

มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหะสูง และโรคเบาหวานอย่างชัดเจน
ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างจริงจัง ลดน้ำหวานและของทอด

BMI 30.0 ขึ้นไป | อยู่ในเกณฑ์: อ้วนอันตราย (Extremely Obese)

เสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และปัญหาข้อต่ออย่างมาก
แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ และออกกำลังกายประเภทแรงกระแทกต่ำ (Low Impact) เช่น การว่ายน้ำ

ทำไมต้องตรวจเช็กค่า BMI เป็นประจำ?

การคำนวณดัชนีมวลกายไม่ใช่เพียงเพื่อความงามหรือรูปร่างเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงทางสุขภาพ (Health Screening) เพราะหากค่า BMI สูงเกินเกณฑ์ จะนำไปสู่ภาวะเสี่ยงกลุ่มโรค NCDs เช่น

  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • ภาวะไขมันพอกตับ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ

ข้อจำกัดของการ คำนวณ BMI ที่คุณควรรู้

แม้ว่าการคำนวณ BMI จะทำได้ง่าย แต่เนื่องจากค่านี้ไม่ได้พิจารณาปัจจัยด้านอายุ เพศ หรือองค์ประกอบร่างกายเชิงลึก ทำให้ในบางครั้งตัวเลข BMI อาจไม่สะท้อนสุขภาพที่แท้จริงของคุณ เช่น

  • นักกีฬาหรือนักเพาะกาย: อาจมีค่า BMI สูงเพราะกล้ามเนื้อหนัก แต่ไม่ใช่คนอ้วน
  • ผู้สูงอายุ: มวลกล้ามเนื้อลดลง ทำให้ค่าอาจดูน้อยกว่าความเป็นจริง
  • หญิงตั้งครรภ์: ไม่ควรใช้เกณฑ์นี้ในการวัด

ทำไมแค่รู้ค่า BMI ถึงไม่เพียงพอ?

คนจำนวนมากที่มีค่า BMI ปกติ มักชะล่าใจว่าตัวเองสุขภาพดี แต่ในทางการแพทย์มีภาวะที่เรียกว่า “Skinny Fat” (อ้วนลงพุงแต่ตัวผอม) ซึ่งการคำนวณ BMI เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตรวจพบภาวะนี้ได้

การใช้เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ (Smart Scale) จะช่วยปลดล็อกข้อมูลสุขภาพที่ลึกกว่าการคำนวณ BMI ทั่วไป เช่น

  1. Visceral Fat (ไขมันในช่องท้อง)
    ค่านี้สำคัญที่สุด! เป็นไขมันที่เกาะอยู่ตามอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคความดันและหัวใจ แม้คนตัวผอมก็มีค่านี้สูงได้ถ้าชอบทานหวานหรือของทอด
  2. Body Fat Percentage (เปอร์เซ็นต์ไขมันร่างกาย)
    ช่วยแยกแยะระหว่าง “คนตัวใหญ่เพราะกล้ามเนื้อ” กับ “คนอ้วนเพราะไขมัน” ทำให้คุณโฟกัสการลดน้ำหนักได้ถูกจุด
  3. Muscle Mass (มวลกล้ามเนื้อ)
    ยิ่งมีกล้ามเนื้อมาก ร่างกายยิ่งเผาผลาญพลังงานได้ดีแม้ในขณะหลับ การติดตามค่านี้จะช่วยให้รู้ว่าโปรแกรมออกกำลังกายของคุณมาถูกทางหรือไม่
  4. BMR (อัตราเผาผลาญพื้นฐาน)
    บอกว่าร่างกายคุณต้องการพลังงานกี่กิโลแคลอรีต่อวัน ช่วยให้คำนวณการกินอาหาร (Calorie In) ได้แม่นยำ ไม่กลับมาโยโย่
  5. Body Water (ค่าน้ำในร่างกาย)
    เช็กว่าร่างกายขาดน้ำหรือไม่ ซึ่งส่งผลต่อความสดชื่นและการทำงานของระบบขับถ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q: ค่า BMI มาตรฐานของผู้หญิงและผู้ชายต่างกันหรือไม่?
A : โดยทั่วไปแล้ว สูตรการคำนวณ BMI สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 20 ปีขึ้นไป) จะใช้สูตรเดียวกันทั้งชายและหญิง แต่เกณฑ์การตัดสิน “ความสมส่วน” อาจมีความแตกต่างทางกายภาพเล็กน้อย เนื่องจากโดยธรรมชาติผู้หญิงมักมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายสูงกว่าผู้ชาย ในขณะที่ผู้ชายมักมีมวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกที่หนักกว่า


Q: ทำไมคำนวณ BMI แล้วปกติ แต่ยังมีพุง (Skinny Fat)?
A: นี่คือข้อจำกัดของค่า BMI เพราะ BMI บอกเพียงความสัมพันธ์ของน้ำหนักและส่วนสูง แต่ไม่ได้บอกว่าน้ำหนักนั้นมาจาก “ไขมัน” หรือ “กล้ามเนื้อ”

คำแนะนำ: ควรใช้เครื่องชั่งน้ำหนัก วัดไขมันและมวลกาย เพื่อเช็กค่า ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) และ เปอร์เซ็นต์ไขมันใต้ผิวหนัง ประกอบด้วย จะทำให้รู้สาเหตุที่แท้จริงของการมีพุง


Q: ค่า BMI สูงแปลว่าอ้วนเสมอไปหรือไม่?
A: ในกลุ่มนักกีฬาหรือผู้ที่เพาะกาย มักจะมีค่า BMI สูงกว่าเกณฑ์ “น้ำหนักเกิน” เนื่องจากมีมวลกล้ามเนื้อที่หนักมาก แต่ร่างกายมีไขมันต่ำ ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงมีสุขภาพแข็งแรงดีแม้ค่า BMI จะสูง

Tip: หากคุณออกกำลังกายเป็นประจำ การวัด มวลกล้ามเนื้อ (Muscle Mass) และ อัตรากล้ามเนื้อโครงร่าง จะแม่นยำกว่าการดูแค่ BMI


Website ของเรามีการเก็บ cookies เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน ... อ่านเพิ่มเติม นโยบายคุกกี้

Close Popup