ปัญหาโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ และแนวทางการดูแลอย่างเหมาะสม

โรคกระดูกพรุน

          เมื่ออายุมากขึ้นมักจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาเสมอ โดยเฉพาะปัญหาทางกายภาพ สำหรับผู้สูงอายุ การใช้ชีวิตตามปกติก็นับว่ายากมากแล้ว เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมโทรมลงทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนอย่างเคย ในขณะที่ผู้สูงอายุบางรายมีอาการป่วยโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย ยิ่งทำให้การใช้ชีวิตยากมากขึ้นไปอีก ซึ่งผู้สูงอายุกระดูกพรุนควรจะต้องได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายจากการเคลื่อนไหวร่างกายในภาวะของโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน

สารบัญเนื้อหา

1.โรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ
2. สาเหตุการเกิดโรคกระดูกพรุน
3. การดูแลป้องกันโรคกระดูกพรุน
4. การรักษาโรคกระดูกพรุน

โรคกระดุกพรุนในผู้สูงอายุ

            ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากที่สุดก็คือ ผู้สูงอายุ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูก ทำให้กระดูกบางลง เนื่องจากสูญเสียแคลเซียลที่สะสมในกระดูก ถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดรุนแรง แต่ก็ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือแตกได้ง่ายกว่าคนปกติ

            ภาวะของโรคกระดูกพรุน ส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้สูงอายุเพศหญิง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงหรือวัยหมดประจำเดือน โดยพบว่าผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไปจะเป็นโรคกระดูกพรุน รวมไปถึงผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไวผิดปกติ และผู้หญิงที่มีการผ่าตัดรังไข่ทิ้งก่อนอายุ 45 ปี ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนได้เช่นกัน ฉะนั้นเรื่องของอายุจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเป็นโรคกระดูกพรุน

            โรคกระดูกพรุน มักเกิดในผู้สูงอายุเพศหญิง แต่ในผู้สูงอายุเพศชายก็สามารถเกิดได้เช่นเดียวกัน แต่อาจจะพบได้น้อยกว่า ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค คือ การขาดฮอร์โมนเพศชายและการเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

            เมื่อผู้สูงอายุกระดูกพรุน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดที่รุนแรง แต่ก็ส่งผลเสียในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของผู้สูงอายุได้ เช่น เสี่ยงต่อการกระดูกหัก บางครั้งแค่ไอ หรือจาม ก็ทำให้กระดูกซี่โครงหักได้ หรือเมื่อผู้สูงอายุหกล้ม แล้วใช้มือยันพื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะกระแทกกับพื้น ก็อาจทำให้กระดูกข้อมือหักได้เช่นกัน ในผู้สูงอายุบางรายก็มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหลัง หลังค่อม และเคลื่อนไหวช้าลง

 

โรคกระดูกพรุน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่

           ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้นที่มวลกระดูกเริ่มลดลง มักเกิดกับผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา ซึ่งสามารถตรวจสอบความเสี่ยงของการเกิดโรคได้โดยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก

           ระยะที่ 2 ระยะกระดูกพรุนชนิดรุนแรง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ในระยะนี้กระดูกจะมีความโปร่งบางมาก กระดูกสันหลังหักยุบ หรือกระดูกสะโพกหัก จะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงจะลดลง ในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาถึงหน้าอก ปวดเมื่อยตามร่างกาย ทานข้าวได้น้อยลง ท้องอืด แน่นท้อง รวมไปถึงกระดูกแตกหักง่ายกว่าปกติ

ผู้สูงอายุกระดูกพรุน

สาเหตุการเกิดโรคกระดุกพรุน

            สาเหตุหลักของการเกิดโรคกระดูกพรุน มีหลายปัจจัย ฉะนั้นเมื่อเราทราบถึงสาเหตุถึงการเกิดโรคแล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในอนาคต

            สาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่

            1.การขาดแคลเซียม ไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอต่อความเหมาะสมของร่างกาย โดยเริ่มตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ควรสร้างความหนาแน่นของกระดูกมากที่สุด

            2.พันธุกรรม จะต้องพิจารณาถึงคนในครอบครัว เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ว่ามีอาการของโรคกระดูกพรุนปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนหรือไม่ ถ้ามี โอกาสที่ลูกหลานจะมีอาการเช่นกันนั้นจึงสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือนั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมในการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายของแต่ละบุคคล

            3.การใช้ยา การใช้ยารักษาโรคบางชนิดอาจนำไปสู่การลดความหนาแน่นของกระดูก เช่น ออร์ติโซน สำหรับโรคไขข้ออักเสบ โรคหืด ยาเฮปาริน สำหรับโรคหัวใจ และความดันโลหิต การรักษาโดยการฉายรังสี หรือการให้สารเคมีก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่มีส่วนในการทำลายเซลล์กระดูก ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้

            4.การสูบบุหรี่และการดื่มสุราเป็นประจำ ในกรณีนี้สองสิ่งนี้จะลดประสิทธิภาพการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมในร่างกาย ทำให้กระดูกเสื่อมลงและหดลงเร็วกว่าคนปกติที่ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มสุรา

            5.คาเฟอีน การดื่มกาแฟมากๆ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเช่น น้ำอัดลม ชา โกโก้ เป็นต้น ก็ทำให้กระดูกเสื่อมง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน

เครื่องดื่มทำให้กระดูกพรุน

            6.ฮอร์โมน การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้

            7.อาหารที่มีแคลเซียมต่ำ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำในผู้สูงอายุ จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

            8.การสูญเสียแคลเซียม ทางปัสสาวะและการอุจจาระ หรือทางผิวหนัง ฉะนั้นเมื่อสูญเสียไปจึงต้องมีการทดแทนแคลเซียมเหล่านั้น โดยการทานอาหารเสริมที่มีแคลเซียมสูงเพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูกในอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

            9.การไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย เมื่อผู้สูงอายุเป็นโรคกระดูกพรุนในระยะรุนแรง มักจะขาดการออกกำลังกาย ทำให้สูญเสียความแข็งแรงของกระดูก ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก เช่น ในขณะนั่งรถเข็น หรือนอนพักฟื้น

           10.การขาดวิตามินดี ในวิตามินดีจะมีส่วนสำคัญในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ แต่ในประเทศของเราจะไม่พบปัญหาในเรื่องของการขาดวิตามินดีมากนัก เนื่องจากมีแสงแดดตลอดทั้งปี

โรคกระดูกพรุนสามารถป้องกันได้ ถ้ารู้จักดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี

การดูแลป้องกันโรคกระดูกพรุน

            การดูแลตัวเองหรือคนรอบข้างให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ นับว่าเป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ และครอบครัวใดที่มีผู้สูงอายุอยู่ในบ้าน แม้ว่าผู้สูงอายุจะไม่ได้มีภาวะของโรคกระดูกพรุน หรือไม่มีอาการของโรคกระดูกพรุนเลย แต่การดูแลผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆได้นะคะ

 

การดูแลป้องกันโรคกระดูกพรุน สามารถทำได้ดังนี้

           1.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก นอกจากจะทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของกระดูกและกล้ามเนื้อด้วย

           2.รับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินดี ที่เป็นแร่ธาตุสำคัญในการเสริมสร้างมวลกระดูกให้มีความแข็งแรง ร่างกายจึงควรได้รับแร่ธาตุเหล่านี้อย่างเหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก และได้รับอย่างเพียงพอในตลอดทุกช่วงวัย เพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

           3.งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุน

           4.ความเจ็บป่วย เมื่อได้มีอาการเจ็บป่วยจากโรคอื่นๆ หรือได้รับอุบัติเหตุ ควรรีบทำกายภาพบำบัดอย่างรวดเร็วและตามความเหมาะสม เคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา อย่าปล่อยให้ร่างกายชินกับการอยู่เฉยๆ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้

           5.ไม่ซื้อยารับประทานเอง เพราะในยาบางชนิดอาจมีส่วนผสมของเสตียรอยด์ที่ไปทำลายกระดูก ทำให้กระดูกพรุน เช่น ยาลูกกลอน

           6.ตรวจสุขภาพ เป็นเรื่องที่สำคัญมากโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัย50 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เข้าตรวจกระดูกเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนไว้ก่อน

ผู้สูงอายุกระดูกพรุน

การรักษาโรคกระดูกพรุน

            การรักษาโรคกระดูกพรุน โดยหลักๆสามารถทำได้ 2 วิธี แต่หัวใจสำคัญก็ต้องขึ้นอยู่สภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำ และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจะดีที่สุด โดยวิธีการรักษา ได้แก่

            1.การรักษาโดยไม่ใช้ยา ทำได้โดยการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักการที่นำเสนอไว้ในหัวข้อข้างต้น ดูแลในเรื่องของการรับประทานอาหาร เลือกอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีที่มากพอต่อความต้องการของร่างกาย

             รวมไปถึงการออกกำลังกายเป็นประจำ อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวช้าๆ ก็ได้ ยังดีกว่าที่เราอยู่เฉย แล้วรอให้โรคกระดูกพรุนมาเยี่ยมเยือน

           2.การรักษาโดยการใช้ยา วิธีการนี้จะต้องได้รับคำแนะนำอย่างเหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เฉพาะทาง เพราะในร่างกายแต่ละคนอาจตอบสนองต่อการใช้ยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ซึ่งยารักษาโรคกระดูกพรุนจะมีหลากหลายชนิด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคหรือความเหมาะสมตามที่แพทย์แนะนำ

สรุป

            ปัญหาของโรคกระดูกพรุนอาจจะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่การดูแลป้องกันไม่ให้เกิดย่อมดีกว่า ฉะนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองและคนในครอบครัวให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอย่าลืมไปตรวจสุขภาพประจำปีกันด้วยนะคะ

 

 

 

ใส่ความเห็น