หลาย ๆ คน หากได้มีโอกาสไปโรงพยาบาล คงเห็นป้ายโฆษณาแพคเกจตรวจสุขภาพ หรือการตรวจสุขภาพประจำปีมากมาย ที่ระบุโปรแกรมการตรวจโรค ยาวจนลายตา พอเห็นป้ายเหล่านี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่าเราจำเป็นต้องตรวจทั้งหมดนี้จริง ๆ ไหม? โปรแกรมไหนควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่? บทความนี้มีความรู้ดี ๆ เพื่อให้ทุกคนทราบแนวทางการ ตรวจสุขภาพ ประจำปีที่เหมาะกับแต่คนมาฝากค่ะ
ก่อนหมดปีอย่าลืมใช้! ตรวจสุขภาพประกันสังคม 14 รายการ และทันตกรรมฟรี!!! ไม่ต้องสำรองจ่ายการตรวจสุขภาพ คือ การตรวจร่างกายในภาวะที่ร่างกายเป็นปกติดี ไม่มีอาการเจ็บป่วยโดยมีวัตถุประสงค์ในการค้นหาปัจจัยเสี่ยงและภาวะผิดปกติ เพื่อให้ทราบแนวทางป้องกันการเกิดโรคร้ายแรง หรือหากเกิดภาวะร้ายก็สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที
ตรวจสุขภาพประจำปี จำเป็นต้องเช็กอะไรบ้าง? ในแต่ละช่วงวัย
การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งสำคัญและไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่งค่ะ เพราะปัญหาสุขภาพหลายอย่างมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่อาจค่อย ๆ สะสมและแสดงออกมาเพียงเล็กน้อยจนเราเผลอมองข้ามไป
การตรวจสุขภาพจึงเปรียบเสมือนการเช็กความพร้อมของร่างกาย ช่วยให้รู้เท่าทันความเสี่ยงและป้องกันโรคได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่าควรตรวจอะไรบ้าง และในแต่ละช่วงวัยจำเป็นต้องตรวจแตกต่างกันอย่างไร วันนี้บทความเราได้รวบรวมคำถามเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปีมาให้แล้วค่ะ
![]()
FAQ คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปี
Q: โดยปกติควรตรวจสุขภาพประจำปีบ่อยแค่ไหน?
A: สำหรับคนทั่วไปควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้งค่ะ
Q: ตรวจสุขภาพราคาเท่าไหร่?
A: ราคาของการตรวจสุขภาพประจำปี จะขึ้นอยู่กับช่วงอายุและจำนวนรายกายตรวจเป็นหลักค่ะ
- โปรแกรมพื้นฐานสำหรับวัยเริ่มต้น (อายุต่ำกว่า 30 ปี) จะอยู่ที่ประมาณ 1,500-5,000 บาทค่ะ
- วัยทำงานช่วงอายุ (ช่วงอายุ 30–45 ปี) ราคาจะขยับมาอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 7,000 บาท
- ผู้ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2,990 – 14,500 บาท หรือมากกว่านั้นค่ะ เพราะขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่มีการตรวจละเอียดและเชิงลึกมากขึ้น ทำให้ราคาการตรวจยิ่งเพิ่มสูงขึ้นค่ะ
Q: ก่อนไปตรวจสุขภาพ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
A: ก่อนไปตรวจสุขภาพประจำปีควรเตรียมตัวดังนี้ค่ะ
- ควรนอนหลับให้เพียงพอ 6–8 ชั่วโมง
- งดอาหารและเครื่องดื่ม 8–10 ชั่วโมง (จิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย)
- งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- นำประวัติสุขภาพ/ผลตรวจเดิมไปด้วย
- สวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเจาะเลือด
- งดใส่เครื่องประดับที่เป็นโลหะ
- ยาประจำ (เช่น ยาความดัน) สามารถทานได้ตามแพทย์แนะนำ และแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนตรวจค่ะ
สำหรับผู้หญิง
- หลีกเลี่ยงการตรวจช่วงในก่อน-หลังมีประจำเดือน 7 วัน
- มีประจำเดือน อาจจะต้องงดตรวจปัสสาวะ
- การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการเอกซเรย์ ควรตรวจหลังหมดประจำเดือน
- หากสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนตรวจทุกครั้งนะคะ
Q: เด็กแรกเกิดจำเป็นตรวจอะไรบ้าง?
A: โดยทั่วไปเด็กแรกเกิดควรได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด พร้อมประเมินภาวะตัวเหลือง เจาะเลือดเพื่อคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ และรับวัคซีนสำคัญ เช่น วัคซีน BCG และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เพื่อช่วยป้องกันโรคตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตค่ะ
![]()
Q: เด็กโตและวัยรุ่น (8-18 ปี)จำเป็นต้องตรวจสุขภาพอะไรบ้าง?
A: ควรได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตและวัดสายตาค่ะ ส่วนในเด็กผู้หญิงอายุ 11–18 ปี ควรตรวจเลือดคัดกรองภาวะซีดเพิ่มเติมนะคะ
Q: วัยทำงาน (18-60 ปี) ควรมีการตรวจสุขภาพอะไรบ้าง?
A: สำหรับวัยทำงาน แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคก่อนค่ะ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือเบาหวาน ร่วมกับการตรวจร่างกายพื้นฐาน เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และวัดความดันโลหิต เพื่อคัดกรองความผิดปกติเบื้องต้นค่ะ
![]()
Q: วัยทำงานควรมีการตรวจอะไรเพิ่มเติมไหม?
A: ควรตรวจเพิ่มเติม ดังนี้ค่ะ
- ตรวจสุขภาพช่องปาก
- ตรวจการได้ยิน
- ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ช่วยในการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง
- ตรวจวัดระดับกรดยูริก เพื่อประเมินที่อาจส่งผลต่อการเกิดโรคเกาต์หรือนิ่วกรดยูริกค่ะ
- ตรวจการทำงานของตับและไต
- ตรวจเชื่อไวรัสตับอักเสบบี (เฉพาะคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ.2535 โดยตรวจเพียงครั้งเดียว)
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอก เพราะจะช่วยตรวจหาวัณโรค โรคปอดเรื้อรังบางชนิด หรือรอยโรคผิดปกติอื่น ๆ ในปอดค่ะ
Q: วัยทำงานต้องตรวจสุขภาพอะไรเพิ่มเติมตามอายุบ้าง?
A:
- บุคคลที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี เพื่อช่วยตรวจกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานค่ะ
- บุคคลที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจตา คัดกรองต้อหิน และความผิดปกติของดวงตาอย่างน้อย 1 ครั้งค่ะ
- บุคคลที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจอุจจาระ เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และลำไส้ตรง ปีละ 1 ครั้งค่ะ
Q: เพศหญิงต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมบ้าง?
A: เพศหญิงควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้หญิงอายุ 30–39 ปี ควรตรวจเต้านมทุก 3 ปี และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ส่วนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก แนะนำสำหรับผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก 3 ปี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นค่ะ
Q: ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จำเป็นต้องตรวจสุขภาพเพิ่มเติมอะไรบ้าง?
A:
- ตรวจตา บุคคลที่อายุ 60-64 ปี ควรตรวจตาทุก 2-4 ปี แต่สำหรับบุคคล 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทุก 1-2 ปีค่ะ
- ตรวจอุจจาระ เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็ก ปีละ 1 ครั้งค่ะ
การประเมินภาวะสุขภาพ - ตรวจระดับไขมันในเลือดทุก 5 ปี
- ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุกปี
- ตรวจระดับครีอะทินีน ทุกปี เพื่อประเมินภาวะการทำงานของไตค่ะ
หากอายุ 70 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ทุกปีค่ะ
![]()
การตรวจสุขภาพ ที่ไม่แนะนำมีอะไรบ้าง?
1.การตรวจสุขภาพด้วยเอกซเรย์ปอด มีโอกาสให้ผลผิดพลาดค่อนข้างสูง ก่อให้เกิดความวิตกกังวลและเป็นการสิ้นเปลือง หากไปตรวจยืนยันเพิ่มเติม
![]()
2.การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ด้วยการตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือด เนื่องจากผลตรวจผิดพลาด อาจะส่งผลให้ต้องรับการตรวจซ้ำที่ซับซ้อน เช่น การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหามะเร็ง อันอาจเพิ่มภาวะเสี่ยงติดเชื้อจากแผลได้อีก
3.การตรวจระดับกรดยูริกในเลือด ได้ผลค่อนข้างไม่แน่นอน และอาจเสี่ยงต่อการได้รับยาลดกรดยูริกเกินความจำเป็น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
4.การตรวจระดับบียูเอ็น (BUN) ในเลือด ไม่มีประโยชน์ต่อการคัดกรองภาวะไตเสื่อม
5.การตรวจเอนไซม์ตับ ไม่พบประโยชน์ในการตรวจคัดกรองในคนปกติทั่วไป ฉะนั้นการตรวจเอนไซ์ตับจึงไม่ใช่รายการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและมีประโยชน์ค่ะ
6.การตรวจระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด มีประโยชน์ต่อการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยมาก
7.การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มีโอกาสคลาดเคลื่อนค่อนข้างสูง ดังนั้นรายการตรวจสุขภาพรายการนี้จึงจำเป็นแค่กับคนที่มีโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
8.การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งในเลือด (Tumor markers) ทางแพทย์จะใช้ในการติดตามผลการรักษาและการกลับไปเป็นซ้ำของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ตรวจสุขภาพด้วยตนเองที่บ้าน ด้วยเครื่องวัดความดันและเครื่องวัดน้ำตาลจาก ALLWELL
การตรวจสุขภาพเบื้องต้น นอกจากไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้ว เรายังสามารถตรวจสุขภาพได้ด้วยตนเองที่บ้านค่ะ โดยเฉพาะการวัดค่าความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคอย่างความดันโลหิตสูงและเบาหวาน การมีอุปกรณ์ที่สามารถวัดค่าได้เองที่บ้านจะทำให้เราสามารถติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่า และยังสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปให้แพทย์ใช้ประกอบวินิจฉัยโรคเพิ่มเติมได้อีกค่ะ
เครื่องวัดความดัน ALLWELL
สำหรับใครที่ต้องการดูค่าความดันโลหิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ การมีเครื่องวัดความดัน ที่ได้มาตรฐานติดบ้านไว้ ถือเป็นตัวช่วยที่สะดวกและจำเป็นค่ะ โดย ALLWELL มีเครื่องวัดความดันโลหิตที่อยากแนะนำ อย่างรุ่น JPD-HA101 ซึ่งออกแบบมาให้ใช้งานง่าย และให้ค่าการวัดที่แม่นยำ เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันค่ะ
![]()
- วัดค่าได้แม่นยำ ตัวเครื่องเชื่อมต่อแอปสุขภาพ Allwell+ เพื่อบันทึกและติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลข้อมูลสูญหายค่ะ
- มีระบบเสียงภาษาไทย ที่ช่วยแนะนำขั้นตอนการใช้งาน แจ้งผลการวัดค่าที่ได้ และเตือนเมื่อเจอค่าตรวจที่ผิดปกติ ช่วยให้ใช้งานสะดวก เหมาะกับผู้ใช้งานทุกวัยค่ะ
- อ่านค่าความดันได้ง่ายมากค่ะ หน้าจอใหญ่ ตัวเลขชัดเจน ไม่ต้องเพ่งเล็ง
- มีแถบสีแสดงระดับความดันของเราว่าปกติหรือไม่
เครื่องวัดความดัน ALLWELL
- ใช้งานง่าย กดปุ่มเดียวเครื่องทำงานอัตโนมัติ
- เชื่อมต่อบลูทูธผ่านแอป Allwell+ บนมือถือ เพื่อบันทึกผลและแสดงในรูปแบบกราฟ
- หน้าจอเปลี่ยนสีตามค่าที่วัดได้
- มีเสียงพูดไทย ช่วยอ่านค่าและแนะนำการใช้งาน
- อ้างอิงมาตรฐานองค์การอนามัยโลก WHO
- อุปกรณ์ครบชุด แถมฟรีกระเป๋าพกพา
เครื่องวัดน้ำตาล ALLWELL
แล้วสำหรับใครที่ต้องการตรวจเบาหวานหรือตรวจค่าน้ำตาลด้วยตนเองที่บ้าน เครื่องวัดน้ำตาลรุ่น GLUCOALL-1B ของ ALLWELL ก็ตอบโจทย์มาก ๆ เลยค่ะ
![]()
- สามารถดูค่าน้ำตาลได้อัตโนมัติผ่านแอป Allwell+ บนโทรศัพท์
- ตัวเครื่องมีฟังก์ชั่นตั้งเตือนตรวจได้สูงสุด 4 ครั้ง/วัน และรู้ผลรวดเร็วภายใน 6 วินาที
- ตัวเครื่องสามารถบันทึกข้อมูลได้ถึง 400 ค่า ระบุวัน-เวลา ช่วยให้ติดตามแนวโน้มได้ง่าย
- ออกแบบให้ใช้งานสะอาดด้วยปุ่ม Strip Ejector ลดการสัมผัสเลือดโดยตรง
- มีระบบแจ้งเตือนเมื่อค่าน้ำตาลสูงเกิน 240 mg/dL เพื่อช่วยให้ระวังและดูแลตัวเองได้ทันท่วงทีค่ะ
เครื่องตรวจเบาหวาน ALLWELL
- ใช้งานง่ายเพียง 3 ขั้นตอน แม่นยำเกรดเดียวกับโรงพยาบาลใช้
- เชื่อมต่อบลูทูธผ่านแอป Allwell+ บนมือถือ เพื่อบันทึกผลและแสดงในรูปแบบกราฟ
- ตัวเครื่องบันทึกค่าการวัดได้ 400 ข้อมูล
- แจ้งเตือน Ketone เมื่อค่าสูงกว่า 240mg/dL
- มีปุ่ม Strip Ejector ปลดแผ่นตรวจโดยมือไม่สัมผัส
- อุปกรณ์ครบชุด แถมฟรีกระเป๋าพกพา
สรุป ตรวจสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเลือกอย่างเหมาะสม
แม้ว่าการตรวจสุขภาพจะมีมากมายหลายรูปแบบ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดก็ได้นะคะ เพราะหลายคนก็มีข้อจำกัดเรื่องเวลา งบประมาณ ดังนั้น เราสามารถเลือกแพคเกจที่เหมาะสมกับเราได้นะคะ แต่ถึงอย่างไร การตรวจสุขภาพไม่ว่าแพคเกจไหนก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้นเลยค่ะ เพราะจะช่วยให้เรารู้ลดความเสี่ยงโรคหรือรักษาโรคที่ตรวจพบได้อย่างรวดเร็วนะคะ มาตรวจสุขภาพกันเยอะ ๆ นะคะ