เตียงลม และที่นอนโฟมป้องกันแผลกดทับ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผู้ป่วย!

เตียงลม

         แผลกดทับนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาแทรกซ้อนที่ทำให้ผู้ดูแลหนักใจ เพราะเมื่อเกิดแผลกดทับขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ก็มากขึ้นและยังยืดระยะเวลาออกไปอีก การเลือกใช้อุปกรณ์เสริมในการลดแรงกดทับจึงเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ในระยะยาว และเป็นอีกวิธีที่ช่วยในการป้องกันแผลกดทับ อุปกรณ์ที่ช่วยในการลดแรงกดทับที่เรารู้จักกันดีนั่นก็คือ เตียงลม หรือที่นอนลม

         หลาย ๆ คนก็ยังคงไม่ทราบว่านอกจากที่นอนลมแล้วยังมีอีกหนึ่งตัวช่วยที่ช่วยป้องกันแผลกดทับได้เช่นนั่นก็คือ “ที่นอนโฟม” ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันแผลกดทับได้ในระดับสูง อีกทั้งยังนอนสบาย ไม่มีการขยับของลอนอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยไม่รู้สึกรำคาญเวลานอน ที่สำคัญไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องซ่อมบำรุงปั๊มลมบ่อย ลดค่าใช้จ่ายในการใช้ไฟฟ้าไปได้อีกด้วยค่ะ

เตียงลมที่นอนลม AD – 1200 ป้องกันแผลกดทับ

         แต่ก่อนที่จะเลือกที่นอนกันแผลกดทับสิ่งหนึ่งที่ผู้ดูแลต้องมีความรู้และความเข้าใจเลยก็คือแผลกดทับ ผู้ดูแลต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ป่วยนั้นเป็นแผลกดทับอยู่ในระดับไหน มีความรุนแรงมากแค่ไหน เพื่อที่จะได้ดูแลรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

 สารบัญ

  1. แผลกดทับเกิดจากอะไร
  1. เตียงลมและที่นอนกันแผลกดทับ แบบไหนเหมาะสมกับผู้ป่วย

แผลกดทับเกิดจากอะไร? รุนแรงแค่ไหน ทำไมเราถึงต้องใช้เตียงลม

          แผลกดทับเกิดจากแรงเสียดสี แรงเฉือน และแรงกดทับที่ผิวหนังจุดใดจุดหนึ่งเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นขาดออกซิเจนและสารอาหารจากการที่ไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้ผิวหนังส่วนนั้นเสียหายและเกิดเป็นแผลขึ้น ซึ่งอาจทำให้บาดแผลติดเชื้อแบคทีเรียได้ เตียงลม และที่นอนโฟม จึงเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมในการลดแรงเสียดสี และแรงเฉือนซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลกดทับได้

     ความรุนแรงของแผลกดทับแบ่งออกเป็น 4 ระดับด้วยกันดังนี้ ที่นอนลม

  • ระยะที่ 1
             แผลกดทับในระยะนี้ ลักษณะแผลจะไม่เปิดออก ผิวหนังบริเวณแผลจะไม่มีสี แต่สำหรับผู้ที่มีผิวขาวอาจเกิดรอยแดงได้ ส่วนผู้ที่มีผิวเข้มอาจเกิดสีเขียวอมม่วง เมื่อจับดูจะมีลักษณะอุ่น นุ่ม หรือแข็ง ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บและระคายเคืองได้
  • ระยะที่ 2
             แผลกดทับระยะนี้ เป็นแผลแบบเปิดหรือมีแผลตุ่มน้ำพอง ลักษณะแผลจะหลุดลอก เนื่องจากหนังกำพร้าบางส่วนและหนังแท้ถูกทำลาย ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บที่แผลมากขึ้น
  • ระยะที่ 3
             แผลจะมีลักษณะเป็นโพรงลึก จนอาจเห็นไขมันที่แผล เนื่องจากผิวหนังทั้งหมดหลุดลอกออกไป รวมทั้งเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไปในชั้นผิวหนังถูกทำลาย
  • ระยะที่ 4
             ในระยะนี้ผิวหนังบริเวณแผลทั้งหมดถูกทำลายอย่างรุนแรง รวมทั้งเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบเริ่มตาย กล้ามเนื้อและกระดูกที่อยู่ลึกลงไป ก็อาจถูกทำลายด้วย

   ใครเสี่ยงเป็นแผลกดทับบ้าง?

  1. ผู้ที่ขยับร่างกายไม่ได้มากหรือไม่ได้เลย จนทำให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายถูกกดทับเป็นเวลานาน ส่งผลให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงไม่เพียงพอ เนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ จึงถูกทำลายหรือตาย
  2. ผู้ที่มีปัญหาในการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ มักจะเกิดความอับชื้นบริเวณผิวหนัง ทำให้ผิวหนังที่เสียดสีกับเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอน จนเกิดแผลกดทับ (ผ้ารองกันเปื้อน ช่วยป้องกันของเหลวต่างๆไม่ให้ซึมเข้าสู่ที่นอน และลดการเกิดแผลกดทับจากความอับชื้นได้ Click!!!)
  3. ผู้ป่วยนอนไถลตัวลงมาในขณะที่เตียงปรับระดับสูง ทำให้ชั้นผิวหนังถูกรั้งกันไว้ โดยเฉพาะบริเวณก้นกบ เกิดการดึงรั้ง จนเกิดเป็นแผลกดทับ (ป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้เป็นผู้ป่วยติดเตียงด้วยเตียงปรับระดับผู้สูงอายุ Click!!!)
  4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคบางชนิด อาจเสี่ยงเกิดแผลกดทับได้ง่าย เช่น โรคเบาหวาน เส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ไตวาย เป็นต้น
  5. ผู้สูงอายุ เนื่องจากผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นไปตามวัย ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังน้อยลง

    การดูแลรักษาแผลกดทับ

  • เปลี่ยนท่านอนทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยจัดท่าให้ ตะแคงซ้าย ตะแคงขวา นอนหงาย นอนคว่ำ กึ่งตะแคง สลับกันไป เพื่อลดแรงกดทับที่ผิวหนังของผู้ป่วย
  • ดูแลความสะอาดของผิวหนัง หมั่นตรวจความเปลี่ยนแปลงและความผิดปกติของผิวหนังอยู่เสมอ และควรทำความสะอาดผิวหนังให้เช็ดให้แห้งอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้ผิวหนังอับชื้น
  • ดูแลอาหารของผู้ป่วย ให้มีโภชนาการที่ดี ห้ามให้ขาดสารอาหารเด็ดขาด โดยเฉพาะ วิตามิน A วิตามิน C  โปรตีน เหล็ก สังกะสี เพราะจะช่วยให้บาดแผลฟื้นตัวได้ไวขึ้น เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้จะไปช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี
  • ห้ามให้ผู้ป่วยอดอาหาร โดยทำตารางเวลาการรับประทานอาหารของผู้ป่วยไว้ หากผู้ป่วยมีภาวะกลืนลำบาก ให้ดื่มเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารอาหาร หรือทานอาหารเหลวแทน
  • อุปกรณ์เสริมลดแรงกดทับ อาจใช้หมอนรองหรือผ้าพันเพื่อปกป้องผิวหนังและบรรเทาแรงกดทับ หรือเลือกใช้ที่นอนที่มีคุณสมบัติในการป้องกันแผลกดทับ เช่น เตียงลม หรือ ที่นอนโฟม

เตียงลม และที่นอนโฟม เลือกแบบไหนให้เหมาะสมกับผู้ป่วย

ปัจจัยหลักๆ ในการเลือกที่นอนกันแผลกดทับ นอกจากคุณสมบัติในการเกิดแผลกดทับแล้ว อีกสิ่งหนึ่งเลยที่ต้องคำนึงถึงคือ อายุการใช้งาน และความทนทานของที่นอน และความเหมาะสมในการใช้งานของผู้ป่วย โดยที่นอนกันแผลกดทับหลักๆ แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกันดังนี้

     1.เตียงลม หรือที่นอนลม 

เตียงลมหรือที่นอนลม คืออุปกรณ์ที่ช่วยกระจายแรงกดทับ ทำงานโดยระบบปั๊มลมไฟฟ้า โดยการสลับยุบพองของที่นอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นไม่ถูกกดทับเป็นเวลานาน และเป็นการลดความรุนแรงในการเกิดแผลกดทับลง ที่นอนลมแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกัน ดังนี้

  • ที่นอนลมแบบลอนขวาง ทำจาก PVC มีลักษณะเป็นลอน 20-22 ลอนโดยประมาณ สลับการยุบพองของลอนทุกๆ 5 นาที ในกรณีที่มีลอนใดลอนหนึ่งชำรุดหรือมีรูรั่วสามารถถอดลอนเปลี่ยนได้

เตียงลม

  • ที่นอนลมแบบรังผึ้ง หรือบับเบิ้ล ใช้การสลับความดันลมสลับยุบพองแต่ละจุดทุกๆ 8-9 นาที สามารถปรับระดับความนิ่มของที่นอนได้ แต่หากที่นอนชำรุดหรือมีรูรั่วพียงจุดเดียว จะทำให้ที่นอนเสียหายทั้งหมดซึ่งยากต่อการซ่อมบำรุง

 

 

           ที่นอนลมเหมาะกับผู้ป่วยแบบไหน?

           ที่นอนลมเหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยที่เป็นแผลกดทับอยู่แล้ว (แผลกดทับระดับ 1-4)

 

           ข้อจำกัดของที่นอนกันแผลกดทับแบบลม

           ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ (Phlebothrombosis) ผู้ป่วยกระดูกสันหลังหัก ซึ่งอาจมีการเคลื่อนที่ของกระดูก (Unstable spinal fractures) และผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บเกี่ยวกับไขสันหลัง มีการแตกหักของกระดูกที่ยังไม่เข้าที่ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของผิวแผ่นที่นอนลมอาจเป็นอันตรายได้

     2.ที่นอนโฟม

     ที่นอนโฟมกันแผลกดทับ เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันแผลกดทับได้เช่นเดียวกับที่นอนลม  ซึ่งข้อแตกต่างของที่โฟมที่ไม่เหมือนที่นอนลมคือที่นอนโฟมไม่ใช้ไฟฟ้า ประหยัดไฟ ไม่ต้องซ่อมบำรุงปั๊มลม  และที่นอนโฟมที่จะพูดถึงในบทความนี้ก็คือ ที่นอนโฟมกันแผลกดทับ รุ่น Mercury  จากประเทศอังกฤษ  ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันแผลกดทับในระดับ high risk  เนื้อโฟมทำจาก Polyurethane Foam ที่มีความหนาแน่นสูง

ร่องโฟมแบบ “Castellated Cut” ถูกออกแบบให้มีขนาดของร่องโฟมทั้งเล็กและใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับน้ำหนักในแต่ละส่วนของผู้ป่วย ช่วยในการกระจายน้ำหนักและรองรับสรีระของผู้ป่วยได้ดี ช่วยลดแรงเสียดสี และแรงเฉือน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลกดทับได้

ที่นอนโฟม

ที่นอนโฟม Mercury มีอายุการใช้งานนานกว่า 8 ปี

           มีผ้าคลุมป้องกันน้ำเข้าที่นอนได้ 100 % ทำความสะอาดง่าย ไม่เกิดเชื้อรา ระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น ลดอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับ

ที่นอนโฟม

           ที่นอนโฟมเหมาะกับผู้ป่วยแบบไหน

           ที่นอนโฟมเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นแผลกดทับ ในระดับ 1-3 หรือในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเป็นแผลกดทับ

 

ที่นอนโฟม

Fletcher, et al. (2016). Wounds UK

ผ่านการวิจัย ได้รับมาตรฐานสากล และรางวัลอีกมากมาย จากการนำไปใช้งานจริง ในโรง- พยาบาล Royal Wolverhampton Hospital ประเทศอังกฤษ พบว่า ที่นอนโฟม MERCURY ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยแผลกดทับได้มากกว่าครึ่ง

 

ได้รับการยอมรับจาก National Health Service (NHS)  รวมถึงได้รับรางวัล Queen’s Award for Enterprise สำหรับหมวดหมู่สินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่

ที่นอนโฟมป้องกันแผลกดทับ

 

เนื้อโฟมด้านข้างและด้านล่างเป็นโฟมชนิดพิเศษ Combustion modified ether foam หรือ CME ที่ช่วยรักษารูปทรงที่นอนไม่ให้ยุบตัว และไม่ต้องพลิกตัวเพื่อเปลี่ยนจุดกดทับทำให้ที่นอนโฟม mercury มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าที่นอนทั่วไป และในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องกระดูกก็สามารถพลิกที่นอนอีกด้านที่มีความหนาแน่นกว่าได้

 

 

 

ความแตกต่างระหว่างเตียงลม และที่นอนโฟม

ที่นอนลม

BED & MATTRESS PRODUCT

ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆพ.816/2563 *อ่านคำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้

จัดจำหน่าย บริษัท ฟาร์ ทริลเลียน จำกัด 73,75 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 89/2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ10700

ใส่ความเห็น