มะเร็งปากมดลูก เกิดจากอะไร จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไหม?

มะเร็งปากมดลูก

อีกหนึ่งโรคร้ายที่ผู้หญิงอย่างเราๆ ไม่ควรมองข้ามไปเลยก็คือ มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคใกล้ตัวที่ผู้หญิงมักจะไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ว่าป่วยก็อาจสายไปจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้  โดยผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงถึง 90%  และยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งเต้านม ดังนั้นการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือวัคซีน HPV จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเป็นการป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะสายไป

มะเร็งปากมดลูก

สารบัญเนื้อหา


มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร?

มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์  หรือพฤติกรรมในการใช้ชีวิตต่างๆ  เช่น การสูบบุหรี่ รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ภูมิคุ้มกันไม่ดี รวมไปถึงการละเลยไม่ไปตรวจคัดกรอง ก็เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งต่างจากมะเร็งชนิดอื่นๆ การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก จึงเป็นตัวช่วยในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มะเร็งปากมดลูก


ใครบ้างควรฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

วัคซีน HPV หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกสามารถฉีดได้ตั้งอายุ 9-45 ปี แต่หากฉีดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกและยังอยู่ในวัยที่ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี คือช่วงอายุ 9- 26 ปี จะทำให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วก็สามารถฉีดได้เช่นกันเพียงแต่ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจลดลง ไม่เห็นผลดีเท่ากับผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์


ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  1. จะฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกต้องตรวจหาเชื้อ HPV ก่อนไหม?

ในผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน โอกาสที่จะติดเชื้อ HPV นั้นมีไม่ถึง 1% ซึ่งน้อยมากๆ จึงไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อก่อน แต่ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกก่อนว่าได้รับเชื้อมาแล้วหรือไม่ หากยังไม่ได้รับเชื้อไวรัส HPV ก็สามารถฉีดวัคซีนได้ แต่หากได้รับเชื้อแล้วควรเข้ารับการรักษาก่อน

  1. หากเคยมีเพศสัมพันธ์แล้วฉีดวัคซีนได้ไหม?

สามารถฉีดได้ แต่อาจไม่ได้รับประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็ยังได้รับประโยชน์จากการป้องกันไวรัส HPV สายพันธ์อื่นๆ ได้

  1. จริงไหมที่ว่า หากมีคู่นอนเพียงคนเดียวจะปลอดภัยต่อมะเร็งปากมดลูก?

จริงอยู่ที่ว่าการมีคู่นอนเพียงคนเดียว ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HPV นั้นย่อมน้อยกว่าการมีคู่นอนหลายคน แต่จากสถิติแล้ว พบว่าผู้หญิงกว่าครึ่งที่มีคู่นอนเพียงคนเดียว สามารถติดเชื้อ HPV ใน 2-3 ปี ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงช่วยลดการติดเชื้อเพิ่มซ้ำๆ ได้ และการมีคู่นอนเพียงคนเดียวก็ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เช่นกัน

  1. หากเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว ต้องฉีดวัคซีนอยู่ไหม ?

วัคซีน HPV ใช้เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก ในกรณีที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว ผู้ที่ได้รับวัคซีนจะได้ประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งในช่องคลอด รวมถึงโรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ HPV เช่น โรคหูด

  1. หากฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจะมีผลข้างเคียงไหม ?

การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น บวมแดงจากบริเวณที่ฉีด ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เป็นไข้ อ่อนเพลีย โดยอาการเหล่านี้ไม่เป็นอันตราย สามารถหายได้เอง


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีกี่ประเภท

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือ วันซีน HPV เป็นการใช้โปรตีนของเชื้อไวรัส ที่ไม่ก่อให้เกิดโรคฉีดเข้าสู่ร่างกาย เพื่อสร้างแอนติบอดี (Antibody) ป้องกันไม่ให้เชื้อ HPV เจริญเติบโต โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันดังนี้

  • ชนิด 2 สายพันธุ์ (Cervarix) ครอบคลุมสายพันธุ์ 16 และ 18  ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 70%
  • ชนิด 4 สายพันธุ์ (Gardasil) ครอบคลุมสายพันธุ์ 16 และ 18 ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 70% และ ป้องกันเชื้อไวรัส HPV สายพันธ์ 6 และ 11 ที่ทำให้เกิดโรคหูดได้ 90%

วัคซีนทั้งสองชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ดีเท่ากัน

โดยปกติแล้ววัคซีน HPV ต้องฉีดด้วยกันทั้งหมด 3 เข็ม โดยแบ่งตามชนิดได้ดังนี้

    • ชนิด 2 สายพันธ์ ฉีดเข็มที่ 2 หลังจากเข็มแรก 2 เดือน และฉีดเข็มที่ 3 หลังจากเข็มแรก 6 เดือน
    • ชนิด 4 สายพันธุ์ ฉีดเข็มที่ 2 หลังจากเข็มแรก 1 เดือน และฉีดเข็มที่ 3 หลังจากเข็มแรก 6 เดือน

หากฉีดวัคซีนก่อน อายุ 15 ปี  สามารถฉีดเพียง 2 เข็มได้ โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 6-12 เดือน

ความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อ HPV จะมีผลหลังจาก 1 เดือน ที่ฉีดครบทั้ง 3 เข็มแล้ว

วัคซีนป้องกันมะร็งปากมดลูก

จะป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน หรือการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ตรวจ แปปสเมียร์ Pap smear Test อย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว เพื่อที่ว่าหากพบการเปลี่ยนแปลงในระยะแรก จะได้รักษาให้หายได้
  • เข้ารับการฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ควบคู่ไปกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ

รวมวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ราคาค่าตรวจ โรงพยาบาลรัฐ-เอกชน 2563

สรุป

แม้มะเร็งปากมดลูกจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน เพราะมะเร็งปากมดลูกสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน ได้แก่ การสูบบุหรี่ รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ภูมิคุ้มกันไม่ดี รวมไปถึงการละเลยไม่ไปตรวจคัดกรอง เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งปากมดลูก

BED & MATTRESS PRODUCT

ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆพ.816/2563 *อ่านคำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้

จัดจำหน่าย บริษัท ฟาร์ ทริลเลียน จำกัด 73,75 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 89/2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ10700

ใส่ความเห็น