บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เท่านั้น ทางบริษัทไม่สามารถให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลได้ หากท่านมีความกังวล และต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
อีกหนึ่งโรคที่หลายคนควรระวัง คือ โรคเกาต์ และ เกาต์เทียม มักพบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดบริเวณกระดูกและข้อ ส่งผลให้การเดินและการใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งเมื่อเป็นโรคนี้ อาจจะปวดจนเดินไม่ได้อีกด้วย ด้วยความห่วงใยจาก ALLWELL จึงอยากเชิญชวนท่านผู้อ่านให้มารู้จักกับโรคเกาต์ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้โรคที่แสนทรมานนี้ เกิดขึ้นกับคุณและคนที่คุณรักค่ะ
สารบัญ
- กินไก่เยอะเป็น โรคเกาต์ จริงไหม?
- โรคเกาต์ กับ เกาต์เทียม ต่างกันอย่างไร?
- ถ้าป่วยเป็นโรคเกาต์แล้วกินอะไรถึงจะดี?
- วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ที่เป็น โรคเกาต์ และ เกาต์เทียม
กินไก่เยอะเป็น โรคเกาต์ จริงไหม?
ถ้าพูดถึงโรคเกาต์ หลาย ๆ คน คงคิดถึงประโยคยอดฮิตอย่าง “กินไก่เยอะ ๆ จะทำให้เป็นโรคเกาต์” แล้วความเชื่อแบบนี้ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?
![]()
จริง ๆ แล้ว คนปกติทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเกาต์ สามารถกินไก่ได้ตามปกติเลยค่ะ ไม่ได้ส่งผลให้เป็นโรคเกาต์ แต่จะมีผลกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกาต์อยู่ก่อนแล้ว แต่อาการยังไม่ปรากฏออกมา หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคเกาต์ ถ้าทานเยอะจนเกินไป ก็จะส่งผลให้เป็นโรคเกาต์ได้ค่ะ
สาเหตุของโรค
โรคเกาต์ (Gout) คือ โรคที่เกิดจากการที่กรดยูริกในเลือดมีปริมาณสูง ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน แล้วตกตะกอนเป็นผลึกตามข้อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ กรดยูริกนี้ ได้มาจากการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีสารอาหารที่ชื่อว่า พิวรีน ในปริมาณมาก ซึ่งสารพิวรีน จะถูกเผาผลาญกลายเป็นกรดยูริกนั่นเอง
ปัจจัยเสี่ยง
โรคเกาต์สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่เนื่องจากโรคเกาต์ จะต้องใช้เวลาในการสะสมกรดยูริกนานกว่า 10 ปี ถึงจะเริ่มแสดงอาการ จึงพบได้มากในผู้ชายอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และพบได้มากในเพศชายมากกว่าเพศหญิง หากพบในเพศหญิงจะเป็นผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน
อาการของโรค
อาการของโรคเกาต์ สามารถแบ่งตามลักษณะอาการ ออกเป็น 3 ระยะ
- หากผู้ป่วยมีอาการอักเสบบริเวณข้อส่วนล่าง โดยเฉพาะหัวแม่เท้าข้างใดข้างหนึ่ง เป็นระยะเวลานาน ถ้ามีอาการเช่นนี้ แสดงว่าผู้ป่วยเข้าสู่ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน
- หลังจากมีอาการอักเสบบริเวณข้ออย่างเฉียบพลันแล้ว ผู้ป่วยจะกลับมามีอาการปกติ แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ป่วยก็จำเป็นจะต้องรับการรักษา ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยอาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้ภายใน 1 – 2 ปี ซึ่งหากเป็นซ้ำบ่อย ๆ จำนวนข้ออักเสบจะเพิ่มมากขึ้น และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อาการดังกล่าว เป็นอาการของระยะที่เรียกว่า ระยะไม่มีอาการและระยะเป็นซ้ำ
- หากผู้ป่วยเกิดข้ออักเสบจำนวนมากแบบเรื้อรัง ลามมาที่ข้ออื่น ๆ และตรวจพบก้อนจากผลึกของกรดยูริกขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจแตกออกให้เห็นเป็นผงขาวนวลคล้ายชอล์ก เรียกว่า โทฟัส (tophus) และอาจมีไข้แทรกซ้อนจากอาการอักเสบ อาการเช่นนี้ คือ อาการของระยะข้ออักเสบเรื้อรัง
การรักษา
โรคเกาต์สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องใช้ยา แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจจะมีการใช้ยาที่แพทย์จำหน่ายให้ร่วมด้วย
โรคเกาต์ กับ เกาต์เทียม ต่างกันอย่างไร?
หลายท่านอาจสับสนระหว่างโรคเกาต์ (Gout) กับเกาต์เทียม (pseudogout) ว่าใช่โรคเดียวกันหรือไม่? เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? วิธีสังเกตมีดังนี้ค่ะ
![]()
สาเหตุของโรค
โรคเกาต์กับเกาต์เทียม มีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน โดยโรคเกาต์จะเกิดจากการสะสมของตะกอนยูริก (monosodium urate : MSU) บริเวณข้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ส่วนเกาต์เทียมจะเกิดจากการสะสมตะกอนแคลเซียมไพโรฟอสเฟตดีไฮเดรท (calcium pyrophosphate dehydrate : CPPD) บริเวณเนื้อเยื่อรอบ ๆ ข้อใหญ่ ๆ เช่น หัวเข่า
ปัจจัยเสี่ยง
ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคเกาต์ พบมากในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และเกิดขึ้นน้อยในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ในขณะที่เกาต์เทียมพบในผู้ชายและผู้หญิงจำนวนเท่า ๆ กัน แต่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้น คือ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคเกาต์ ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการทานอาหาร แต่เกาต์เทียม เกิดจากพันธุกรรมและโรค เช่น โรคเบาหวาน ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์ในเลือดสูง
อาการของโรค
โรคเกาต์และเกาต์เทียม มีอาการปวดและอักเสบเหมือนกัน แต่โรคเกาต์จะเกิดอาการปวดและอักเสบบริเวณข้ออย่างรุนแรงและเฉียบพลัน มักเกิดขึ้นบริเวณหัวแม่เท้า ข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า แต่ในขณะที่โรคเกาต์เทียมมักจะเกิดอาการปวดที่บริเวณข้อใหญ่ ๆ เช่น หัวเข่า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อไหล่
การรักษา
โรคเกาต์สามารถรักษาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทานอาหาร โดยอาจจะไม่ต้องใช้ยารักษา แต่พฤติกรรมเหล่านี้ไม่มีผลอะไรกับเกาต์เทียม เพราะเกาต์เทียมไม่ได้เกิดมาจากการทานอาหาร แต่เกิดมาจากพันธุกรรมและโรคที่เป็นอยู่ ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาเกาต์เทียมให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการกินยาตามที่แพทย์สั่ง
ถ้าป่วยเป็นโรคเกาต์แล้ว กินอะไรถึงจะดี?
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับโรคเกาต์ แต่ในเกาต์เทียม การปรับเปลี่ยนการทานอาหารไม่เป็นผลอะไร เพราะเกาต์เทียมไม่ได้เกิดจากการทานอาหาร ดังนั้นวิธีรักษามีวิธีเดียวคือการเข้ารับการรักษาจากแพทย์และทานยาอย่างสม่ำเสมอ
![]()
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกาต์อยู่แล้ว อาจจะมีคำถามว่าสามารถกินอาหารอะไรได้บ้าง? แล้วอะไรที่ควรหลีกเลี่ยง? เนื่องจากโรคเกาต์เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากปริมาณของกรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งกรดยูริกได้มาจากการเผาผลาญสารอาหารที่ชื่อว่าพิวรีน ดังนั้นผู้ป่วยเกาต์จึงจำเป็นต้องงดหรือหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีพิวรีน เพื่อลดการเกิดกรดยูริกในร่างกาย ดังนี้
- งดหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน ไข่ปลา เห็ด
- อาหารที่มีปริมาณพิวรีนปานกลาง สามารถกินได้สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง เช่น ปลาหมึก ปู เนื้อหมู เนื้อวัว ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ดอกกะหล่ำ ผักโขม หน่อไม้ ข้าวโอ๊ต
- อาหารที่มีพิวรีนน้อยหรือไม่มีเลย สามารถกินได้ทุกวัน เช่น ผัก ผลไม้ ปลาน้ำจืด นม ไข่ ข้าว ขนมปัง ธัญพืช
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหวาน น้ำอัดลม และสารเสพติดทุกชนิด
- ดื่มน้ำเปล่าสะอาดเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 8-10 แก้วขึ้นไป เพื่อที่จะได้ขับกรดยูริกออกมาผ่านทางปัสสาวะ
วิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ที่เป็น โรคเกาต์ และ เกาต์เทียม
![]()
นอกจากการเลือกทานอาหารแล้ว ผู้ป่วยโรคเกาต์ และเกาต์เทียม จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อเป็นการดูแลตนเองควบคู่ไปด้วย ดังนี้
- หมั่นพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอาการและผลการรักษา
- หากมีอาการปวดข้อ ห้ามบีบ นวด หรือทายา เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ข้อบริเวณนั้นอักเสบได้
- หากมียารักษาโรคเกาต์ที่แพทย์จำหน่ายให้ ให้กินอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ออกกำลังกายเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการกระแทกต่อข้อที่รุนแรง
- หากมีอาการเจ็บหรือปวดบริเวณข้อ ให้ใช้ไม้เท้าหรือรถเข็นช่วยเดิน เพื่อช่วยในการพยุงร่างกายและลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้
สรุป
โรคเกาต์ และเกาต์เทียม เป็นอีกหนึ่งโรคที่สร้างความทรมานให้กับผู้ที่เป็น ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องหมั่นดูแลตนเองทั้งเรื่องของการกินและการใช้ชีวิตประจำวัน และต้องหมั่นพบแพทย์เป็นประจำ เพื่อติดตามอาการและผลการรักษา สำหรับผู้ที่ยังไม่เป็น ก็ต้องดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เกิดขึ้นกับคุณหรือคนที่คุณรักนะคะ
BED & MATTRESS PRODUCT
ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆพ.816/2563 *อ่านคำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้
จัดจำหน่าย บริษัท ฟาร์ ทริลเลียน จำกัด 73,75 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 89/2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ10700