กินของหวานเสี่ยงเป็นเบาหวานจริงหรือไม่?

กืนของหวาน เสี่ยงเบาหวาน

รคเบาหวาน สาเหตุ เกิดจากอะไร? กินของหวาน เสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน จริงไหม? เป็นคำถามที่หลายๆ คนสงสัยว่าจริงๆ แล้วของหวานทำให้เราเป็นเบาหวานได้จริงหรอ?

     ในปัจจุบันคนไทยจำนวนมากกินน้ำตาลเยอะขึ้นทุกวันโดยไม่รู้ตัว  เห็นได้จากชานมไข่มุก ที่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนไทย ที่มีน้ำตาลสูงถึง 8- 11 ช้อนชา แม้จะรู้ว่าน้ำตาลสูงแค่ไหนแต่หลายๆ คนก็ยังคงเลือกที่จะดื่มมันอยู่ใช่ไหมคะ  แต่ยิ่งดื่มมากๆ ก็ยิ่งเสี่ยงเป็นเบาหวานได้

ชานมไข่มุก

 

     เห็นได้จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟสบุ๊ค โพสต์ผลตรวจของหญิงวัย 46 ปีรายหนึ่ง ที่มีระดับน้ำตาลสูงจนน่าตกใจ จากกการซักถามประวัติพบว่า เธอดื่มชานมไข่มุกเป็นประจำทุกวัน ทำให้เธอเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และนั่นก็เป็นอาการของเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงมากนั่นเอง ดังนั้นของหวานถ้าเลิกไม่ได้ก็ควรบริโภคแต่พอดีนะคะ  

ผลตรวจน้ำตาล

ภาพจาก facebook Somroong Sam Chotin

 

     อีกหนึ่งความเชื่อที่หลายๆ คนมักเข้าใจเกี่ยวกับเบาหวานคือ “เบาหวานไม่เห็นน่ากลัว เป็นแล้วเดี๋ยวก็หาย ใครๆ ก็เป็น ขอบอกเลยค่ะว่าเป็นความเชื่อที่ผิด! เพราะในความเป็นจริงแล้วเบาหวาน เป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถดีขึ้นได้เพียงควบคุมระดับน้ำตาล  

     หลายคนมีพฤติกรรมการกิน และการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องทำให้อาจเสี่ยงเป็นเบาหวานได้โดยไม่รู้ตัว แม้ว่าคนในครอบครัวจะไม่มีประวัติการเป็นเบาหวานมาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์เป็นเบาหวานนะคะ

 

โดนัท

 

สารบัญ  

 

 

โรคเบาหวาน สาเหตุ  เกิดจากความผิดปกติทางร่างกาย เนื่องมาจากตับอ่อนมีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น และหากไม่ควบคุมระดับน้ำตาลอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้  คนส่วนใหญ่มักละเลย และไม่ค่อยตรวจน้ำตาลในเลือดกัน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นเบาหวานไปแล้ว

 

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นเบาหวาน

  1. ผู้ที่ชอบทานอาหารหวานจัด เค็มจัด ของทอดของมัน 
  2. คนในครอบครัวมีประวัติการเป็นเบาหวาน มาก่อน
  3. ไม่ออกกำลังกาย
  4. สูบบุหรี่ ติดสุรา
  5. อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันเบาหวาน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่งเสริมหลายๆ อย่างที่ทำให้เกิดเบาหวาน เช่นการกิน
  6. ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
  7. ลงพุง อ้วน

อ้วน

 

 

พฤติกรรมเสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน 

       1.ชอบทานอาหารรสจัด รสจัดในที่นี้ นอกจากหวานจัดแล้ว อาหารเค็มจัดและมันจัดก็ทำให้เสี่ยงเป็นเบาหวานได้เช่นกัน เพราะอาหารเหล่านี้เมื่อทานมากๆ จะทำให้เสี่ยงเกิดโรคอ้วนซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการเกิดโรคเบาหวาน เพราะฉะนั้นแล้วการ กินของหวาน เสี่ยงเป็นเบาหวาน ได้นะคะ  

       2.ความเครียด ความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเคอร์ติซอลออกมา และไปกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของน้ำตาล ดังนั้นเมื่อเราเครียดมากๆ ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสูงมากขึ้นนั่นเอง

       3.ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ตับทำงานหนัก และเกิดการสะสมของไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับ เกิดภาวะไขมันเกาะตับ ส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน และการสูบบุหรี่ยังทำให้การทำงานของอินซูลินแย่ลง เป็นสาเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั่นเอง  

       4.ไม่ยอมออกกำลังกาย เพราะโรคเบาหวานทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินเป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ การออกกำลังกายที่พอเหมาะจึงช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลิน และควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้สูงขึ้นได้  

       5.ปล่อยตัวเองให้อ้วน น้ำหนักเกิน ไขมันสะสม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะมีระดับคอเรสเตอรอลสูงกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งทำให้ตับอ่อนทำงานหนัก และเสื่อมเร็ว ส่งผลให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หากร่างกายไม่มีการนำเอาพลังงานจากน้ำตาลมาใช้ อาจเสี่ยงระดับน้ำตาลในเลือดสูง และเป็นเบาหวานในที่สุด      

 

สัญญาณเตือน เสี่ยงเป็นเบาหวาน

     เนื่องจากเบาหวานในระยะแรกนั้นแทบจะไม่มีความรุนแรง มีเพียงอาการเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมากกว่าครึ่ง มักไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นเบาหวาน และเข้าใจผิดว่าเป็นโรคอื่นๆ แลทำให้ไม่สามารถดูแลรักษาตัวเองได้ทัน  และกลายเป็นเบาหวานแบบไม่รู้ตัว โดยโรคเบาหวานหมั่นสังเกตอาการได้ดังนี้

       1.ปัสสาวะบ่อย และปริมาณมาก เนื่องจากไตพยายามกรองน้ำตาลที่สูงผิดปกติให้ออกมาทางปัสสาวะ

       2.หิวน้ำบ่อย ดื่มน้ำบ่อย ส่งผลมาจากร่างกายมีการขับปัสสาวะในปริมาณมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำ

       3.ทานเยอะแต่น้ำหนักลด

       4.เป็นแผลง่าย เป็นแล้วหายช้ากว่าปกติ

       5.สายตาพร่ามัว  การมองเห็นแย่ลง

       6.เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย เนื่องมาจากร่างกายขาดแหล่งพลังงานเพราะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างเพียงพอ ทำให้มีอาการอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ อีกทั้งยังทำให้หิวบ่อยขึ้น

       7.ชาตามปลายมือ ปลายเท้า   โดยหากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อให้สามารถดูแลรักษาได้ทัน และทางที่ดีควรหมั่นตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ดูแลตัวเองได้ทัน  

เจาะเลือดตรวจโรคเบาหวาน

 

ปริมาณน้ำตาลทั่วไปที่ควรได้รับ

น้ำตาลให้พลังงานก็จริง แต่ไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการ ดังนั้นการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็นจะส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าผลดีนะคะ  

อายุน้ำตาลที่เหมาะสมต่อวันหลังงานที่ใช้ต่อวัน
อายุ 6 – 13 ปีไม่เกิน 4 ช้อนชา1600 kcal
อายุ 14 – 25 ปีไม่เกิน 6 ช้อนชา2000 kcal
ผู้หญิง อายุ 25-60 ปีไม่เกิน 4 ช้อนชา1600 kcal
ผู้ชาย อายุ 25–60 ปีไม่เกิน 6 ช้อนชา2000 kcal
อายุ 60 ปี ขึ้นไปไม่เกิน 4 ช้อนชา1600 kcal

ผู้ที่ต้องใช้พลังงานมาก เช่นนักกีฬา

ไม่เกิน 8 ช้อนชา2400 kcal

 

กินน้ำตาลอย่างไร ให้ห่างไกลเบาหวาน

  • เลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เพราะอาหารเหล่านี้มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง
  • เลือกเครื่องดื่มที่มีสูตรน้ำตาลน้อย หรือไม่ผสมน้ำตาลแทน
  • หลีกเลี่ยงการทานผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน ลำไย
  • จำกัดปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน

ทุเรียน

สรุป

แม้พันธุกรรมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เสี่ยงทำให้เป็นเบาหวาน แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเราเอง ก็มีส่วนที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน หากใครที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหมดนี้ รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองตั้งแต่วันนี้ ดีกว่ามานั่งรักษาไปตลอดชีวิตนะคะ

 

 

ใส่ความเห็น