คนเราสามารถมองเห็นสีได้มากกว่า 1 ล้านเฉดสี แต่หากเริ่มแยกสีบางสีได้ยาก หรือมองเห็นสีผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ ก็อาจเป็นสัญญาณของ “ตาบอดสี” ได้ค่ะ แม้หลายคนจะยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ภาวะนี้อาจส่งผลต่อการเรียน การทำงาน และการขับรถได้ บทความนี้ดิฉันจึงรวบรวมทั้งสาเหตุ อาการ และแบบทดสอบตาบอดสีเบื้องต้นที่สามารถลองเช็กได้ด้วยตัวเองค่ะ
ตาบอดสีคืออะไร? สาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง
ตาบอดสี หรือ Color Blindness เป็นภาวะความผิดปกติของการมองเห็นสี ซึ่งเกิดจากเซลล์รับสีบริเวณจอประสาทตาทำงานผิดปกติ ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มองเห็นสีบางสีไม่ชัด หรือมองเห็นสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงค่ะ สีที่มักพบความผิดปกติเมื่อทดสอบตาบอดสี ได้แก่ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน ภาวะนี้สามารถพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่พบในผู้ชายมากกว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมบนโครโมโซม X ค่ะ
![]()
ตาบอดสีเกิดจากอะไร
หลายคนอาจสงสัยว่า ตาบอดสี เกิดจากอะไร? จริง ๆ แล้วภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งแบบที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด และแบบที่เกิดขึ้นภายหลังค่ะ โดยสาเหตุหลักที่พบได้บ่อย มีดังนี้
1.กรรมพันธุ์
โดยตาบอดสีนั้นมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์มากที่สุด โดยพบมากในส่วนของสีแดงและสีเขียว และ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในส่วนนี้พบในเพศชายมากถึง 7% และ พบในเพศหญิงกว่า 1%
2.อายุที่เพิ่มมากขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายจะเริ่มเสื่อมลง รวมถึงดวงตาด้วย จึงอาจส่งผลต่อการมองเห็นสีได้เช่นกันค่ะ
3.การเป็นโรคสืบเนื่องจากดวงตา
โรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตาบางโรค อาจเกิดผลข้างเคียงจากการเป็นโรคนั้น ๆ หรือ ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคนั้น ๆ ทำให้กลายเป็นโรคตาบอดสีตามมาได้ อาทิเช่น โรคต้อกระจก โรคต้อหิน หรือแม้แต่โรคจอประสาทตาเสื่อม
![]()
4.การเกิดอุบัติเหตุ
อุบัติเหตุบางอุบัติเหตุที่รุนแรงกระทบกระเทือนถึงดวงตา หรือ ศีรษะก็ส่งผลกระทบให้เกิดตาบอดสีได้
5.การได้รับสารเคมีติดต่อเป็นเวลานาน
สารเคมีบางชนิดมีฤทธิ์ระเหยและกัดกร่อนทำลายแก้วตา รวมถึงประสาทตา แล้วทำให้เกิดผลกระทบต่อดวงตาอย่างรุนแรง หนึ่งในนั้นก็คือทำให้เกิดตาบอดสี
6.การใช้ยาบางชนิด
โดยเฉพาะยารักษาโรคบางชนิดที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง และ เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน อย่างยารักษาโรควัณโรค
7.การเป็นโรคบางชนิด
ทั้งส่วนของโรคเบาหวานโดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนขึ้นจอประสาทตา อาจส่งผลต่อการแยกสีได้เช่นกันค่ะ
อ่านบทความ : ต้อหิน อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร? ปวดตาเฉียบพลันต้องระวัง!เช็กอาการตาบอดสีที่ควรสังเกตเบื้องต้น
จริง ๆ แล้วหลายคนอาจมีภาวะตาบอดสีโดยไม่รู้ตัว เพราะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่หากเริ่มมีอาการต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณที่ควรเช็กตาบอดสีเพิ่มเติมค่ะ
![]()
เช็กอาการตาบอดสี มีดังนี้
- มองเห็นเฉดสีแตกต่างจากคนทั่วไป หรือเห็นสีผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ
- แยกสีแดงและสีเขียวได้ยาก
- แยกสีน้ำเงินและสีเหลืองได้ไม่ชัด
- อ่านกราฟ แผนภูมิ หรือสัญลักษณ์สีได้ยาก
- ในบางกรณีที่รุนแรง อาจมองเห็นเพียงสีขาว สีดำ และสีเทาเท่านั้น
หากมีอาการเข้าข่ายเหล่านี้ ดิฉันแนะนำให้รีบเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์ เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้องค่ะ
แบบทดสอบตาบอดสี
ปัจจุบันการทดสอบตาบอดสีมีหลายวิธี แต่แบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ การตรวจผ่านแผ่นทดสอบอิชิฮารา (Ishihara Test) ซึ่งเป็นแผ่นวงกลมที่ประกอบด้วยจุดสีจำนวนมาก และมีตัวเลขซ่อนอยู่ด้านในค่ะ คนที่มีสายตาปกติจะสามารถอ่านตัวเลขได้อย่างชัดเจน แต่ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีอาจมองไม่เห็น หรือเห็นเป็นตัวเลขอื่นแทน
วิธีทำแบบทดสอบตาบอดสีเบื้องต้น
เพื่อให้ผลใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ควรทำแบบทดสอบในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ และใช้หน้าจอที่สีไม่เพี้ยนจนเกินไป โดยให้มองแต่ละภาพประมาณ 3–5 วินาทีเท่านั้นค่ะ
ภาพที่ 1 : คุณมองเห็นเลขอะไร?
![]()
คนสายตาปกติ: มักมองเห็นเลข 12 ได้ค่อนข้างชัด
ผู้ที่มีภาวะตาบอดสี: บางคนอาจมองเห็นเลขได้ไม่ชัด หรือแยกตัวเลขออกจากพื้นหลังได้ยากค่ะ
ภาพที่ 2 : ลองสังเกตตัวเลขในภาพนี้

คนสายตาปกติ: มักมองเห็นเลข 29
ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีแดง-เขียว: อาจมองเห็นเป็นเลข 70 หรือมองเห็นตัวเลขได้ไม่ชัดค่ะ
ภาพที่ 3 : มองเห็นตัวเลขในภาพนี้หรือไม่?

คนสายตาปกติ: มักมองเห็นเลข 45 ได้ค่อนข้างชัด
ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีแดง-เขียว: อาจมองเห็นตัวเลขได้ไม่ชัด หรือแยกตัวเลขออกจากพื้นหลังได้ยากค่ะ
ภาพที่ 4 : ตัวเลขในภาพนี้อ่านยากหรือไม่?

คนสายตาปกติ: มักมองเห็นเลข 7 ได้ชัดเจน
ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง: อาจรู้สึกว่าเลขดูลางๆ อ่านยาก หรือมองเห็นไม่ชัดค่ะ
วิธีสรุปผลแบบทดสอบตาบอดสีเบื้องต้น
| ผลการมองเห็น | ความหมายเบื้องต้น |
|---|---|
| เห็นครบทุกภาพ | การมองเห็นสีเบื้องต้นอาจอยู่ในเกณฑ์ปกติ |
| ผิดเฉพาะภาพ 2–3 | อาจมีความเสี่ยงตาบอดสีแดง-เขียว |
| ผิดเฉพาะภาพ 4 | อาจมีความเสี่ยงตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง |
| ผิดหลายภาพร่วมกัน | ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม |
| ไม่เห็นภาพแรก | อาจเกิดจากหน้าจอ แสง หรือปัญหาสายตาอื่น |
หมายเหตุ: การทดสอบนี้เป็นเพียงการประเมินเพื่อคัดกรองความเสี่ยงในเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนผลวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความผิดปกติในการมองเห็นสี แนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดอีกครั้งค่ะ
วิธีทดสอบตาบอดสี มีอะไรบ้าง?
แม้แผ่นทดสอบอิชิฮาราจะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แต่จริง ๆ แล้วยังมีวิธีวัดสายตาบอดสีอีกหลายรูปแบบค่ะ เช่น
- การตรวจโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- การตรวจด้วยแผ่นทดสอบอิชิฮารา (Ishihara Test)
- การทดสอบสายตาบอดสีด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เช่น Cambridge Colour Test
- การวัดสายตาบอดสีด้วยเครื่อง Anomaloscope ซึ่งใช้ตรวจการแยกสีแดงและสีเขียวโดยเฉพาะ
ตาบอดสีส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างไร
ตาบอดสีอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตหลายด้าน ขึ้นอยู่กับระดับความผิดปกติของการมองเห็นสีค่ะในชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีอาจมีปัญหาในการแยกสีของเสื้อผ้า การเลือกสีเครื่องสำอาง การออกแบบงานศิลปะ หรือการผสมสีต่าง ๆ ให้ตรงตามมาตรฐาน รวมถึงบางอาชีพที่จำเป็นต้องใช้การแยกสีอย่างแม่นยำ เช่น ช่างไฟ นักบิน หรือเจ้าหน้าที่ควบคุมสัญญาณต่าง ๆ ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกันค่ะ
![]()
โดยเฉพาะการขับรถ ซึ่งอาจเกิดความสับสนระหว่างสัญญาณไฟแดงและไฟเขียวได้ จึงควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดหากสงสัยว่าตัวเองมีภาวะตาบอดสีค่ะ
อ่านบทความ : ระวัง! ต้อลม อาการความผิดปกติของดวงตา ที่ต้องรีบรักษาด่วน!ตาบอดสีรักษาได้ไหม?
โรคตาบอดสีนั้นเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นตาบอดสีที่เกิดมาจากกรรมพันธุ์ เมื่อคุณได้รับการตรวจวินิจฉัยจนแน่ชัดแล้วว่าคุณเป็นโรคตาบอดสี ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
![]()
คุณเองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้ก็สามารถทำได้โดยการใส่คอนเทคเลนส์ที่ช่วยในการมองเห็น หรือ การสวมใส่แว่นตาที่ช่วยคัดกรองบางสีแล้วทำให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทดสอบตาบอดสี
สามารถใช้คัดกรองเบื้องต้นได้ค่ะ แต่หากต้องการผลที่แม่นยำ ควรตรวจโดยจักษุแพทย์โดยตรง
โดยทั่วไปสามารถเริ่มตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่วัยเรียน หรือช่วงที่เด็กเริ่มเรียนรู้เรื่องสี เพราะหากพบความผิดปกติเร็ว จะช่วยให้ผู้ปกครองและโรงเรียนสามารถปรับวิธีการเรียนรู้ได้เหมาะสมมากขึ้นค่ะ
ส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติค่ะ เพียงแต่อาจต้องปรับตัวในบางเรื่อง เช่น การแยกสีเสื้อผ้า การอ่านกราฟ หรือการสังเกตสัญญาณสีต่าง ๆ
การมองเห็นสีอาจแตกต่างกันได้จากหลายปัจจัย เช่น แสง หน้าจอ อาการตาล้า หรือปัญหาสายตาอื่น ๆ ดังนั้นหากไม่มั่นใจ ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดค่ะ
โดยทั่วไปการใช้หน้าจอไม่ได้ทำให้เกิดตาบอดสีโดยตรงค่ะ แต่การใช้สายตาหนักเกินไปอาจทำให้ดวงตาล้า ตาแห้ง หรือส่งผลต่อสุขภาพตาในระยะยาวได้
สรุป
การทดสอบตาบอดสีเป็นหนึ่งในการตรวจสุขภาพดวงตาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากกรรมพันธุ์ อายุที่เพิ่มขึ้น โรคทางดวงตา รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่กล่าวไว้ในบทความค่ะ ดังนั้น หากเริ่มมีอาการมองเห็นสีผิดปกติ หรือแยกสีบางสีได้ยาก ดิฉันแนะนำให้รีบเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและคำแนะนำที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดูแลดวงตาและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ