อาการออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศที่ไม่ควรมองข้าม!

อาการออฟฟิศซินโดรม

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาการออฟฟิศซินโดรม กับพนักงานออฟฟิศนั้นเป็นของคู่กัน เพราะจากสถิติในปี 2562 พบว่า คนไทยกว่า 80% มีอาการออฟฟิศซินโดรม! (ข้อมูลเชิงสถิติรพ.สมิติเวช) แม้ไม่ได้ทำงานที่ต้องออกแรงยกของหนัก แต่อาการปวดกล้ามเนื้อของชาวออฟฟิศก็เกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมการนั่งทำงานและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม สะสมเข้าจนกลายเป็นออฟฟิศซินโดรมโดยไม่รู้ตัว และเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ Allwell ก็ได้รวบรวมวิธีสังเกตอาการ และวิธีบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อง่ายๆ กับ ท่าบริหาร office syndrome มาฝากกันค่ะ

อาการออฟฟิศซินโดรม

“รู้หรือไม่? ออฟฟิศโดรม ไม่ใช่พนักงานออฟฟิศก็เป็นได้ ในความเป็นจริงแล้วออฟฟิศซินโดรมสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกอาชีพ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผิดแบบซ้ำๆ เช่น นั่งผิดวิธี นั่งหลังค่อม  หรือ พฤติกกรมการใช้โทรศัพท์มือถือ ในท่าเดิมเป็นเวลานาน และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการท่องโลกออนไลน์ โดยขาดการเคลื่อนไหวของร่างกายก็เสี่ยงทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรมได้เช่นกัน”

สารบัญเนื้อหา


อาการออฟฟิศซินโดรม คือ

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือ โรคที่เกิดจากพฤติกรรม ลักษณะการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งอยู่หน้าคอมในท่าเดิมเป็นเวลานาน ขาดการเคลื่อนไหว เปลี่ยนอิริยาบถ  ไม่ขยับไปไหน จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ค้างในท่าเดิม กล้ามเนื้อบางส่วนถูกยืดค้าง ทำให้เกิดการปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ง่ายๆ ด้วยท่าบริหาร office syndrome

ท่าบริหาร office syndrome


สาเหตุของออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม มีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  1. สภาพแวดล้อมที่ทำงานไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น มีแสงสว่างน้อย อุปกรณ์ที่ใช้ไม่เหมาะสม โต๊ะทำงานอยู่ในระดับที่ไม่พอดี ตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์สูงหรือต่ำจนเกินไป เก้าอี้ที่นั่งไม่มีพนักพิง
  2. อิริยาบถในการนั่งทำงานไม่เหมาะสม เช่น นั่งหลังค่อม หลังงอ นั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง หรือนั่งไม่เต็มก้น นั่งกอดอก นั่งไขว่ห้าง นั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ ไม่ขยับไปไหน


อาการออฟฟิศซินโดรม

อาการออฟฟิศซินโดรม มักจะมีอาการหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ปวดกล้ามเนื้อเบาๆ ไปจนถึงกระดูกทับเส้น อาการออฟฟิศซินโดรมนั้นสามารถเบาเทาลงได้ด้วยการทำท่าบริหาร office syndrome ซึ่งหากใครที่เริ่มมีอาการปวดเมื่อยจากการนั่งทำงาน และสงสัยว่าจะเป็นออฟฟิศซินโดรม สามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

  1. ปวดกล้ามเนื้อบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย เช่น ไหล่ สะบัก คอ บ่า ท้ายทอย ปวดหลังส่วนบนหรือส่วนล่าง ปวดมือ ข้อมือ ปวดข้อศอก ปวดเข่าหรือข้อเท้า ปวดสะโพกหรือต้นขา มักจะมีอาการปวดเป็นบริเวณกว้าง ปวดร้าวไปบริเวณอื่นใกล้เคียง มีลักษณะการปวดแบบล้าๆ ไม่สามารถระบุอาการหรือตำแหน่งที่ชัดเจนได้ โดยจะมีอาการปวดตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงและทรมานอย่างมาก
  2. มีอาการของระบบประสาทร่วมด้วย เช่น ชา ปวดร้าว หรืออาจมีอาการหูอื้อ มึนงง ตาพร่ามัว ปวดไมเกรน หรือปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  3. อาการทางระบบประสาทที่ถูกกดทับ เช่น ชาบริเวณมือและแขน และหากมีการกดทับเส้นประสาทนานเกินไปอาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย
  4. อาการทางตา เช่น ปวดตา เมื่อยล้าตา มีอาการแสบตา ระคายเคือง ตราพร่ามัว สู้แสงไม่ได้ น้ำตาไหล
  5. อาการทางผิวหนัง เช่น คันตามลำตัว เป็นผดผื่น แพ้ ผิวหนังแดง
  6. อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก ไอ จาม คล้ายเป็นภูมิแพ้ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก แสบคอ คอแห้ง

ออฟฟิศซินโดรมหากปล่อยไว้นานอาจทำให้กลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง หรือหากมีอาการรุนแรงมาก อาจทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เท่านั้น ทางบริษัทไม่สามารถให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลได้ หากท่านมีความกังวล และต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย

ท่าบริหาร office syndrome


วิธีป้องกันออฟฟิศซินโดรม

  1. ออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ เช่น เล่นโยคะ
  2. ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม ดังนี้
    • จอคอมพิวเตอร์แนวตรงกับหน้า และอยู่เหนือกว่าระดับสายตาเล็กน้อย โดยขอบบนของจอคอมพิวเตอร์อยู่ตรงกับระดับสายตา ในท่านั่งที่รู้สึกสบาย
    • จอคอมตั้งห่างกับความยาวเท่ากับความยาวแขน ซึ่งเป็นระยะที่สายตาอ่านได้สบาย
    • แป้นพิมพ์วางอยู่ในระดับศอก ทำมุม 90 องศา
    • เบาะของเก้าอี้ต่ำกว่าระดับเข่า ปรับให้มีช่องว่างระหว่างขอบเก้าอี้กับขาด้านหลัง
    • ปรับเก้าอี้ให้เท้าวางบนพื้นได้พอดี ประมาณ 90 องศา
    • ปรับพนักพิงหลังของเก้าอี้ให้รับกับหลังส่วนล่าง หากเก้าอี้ทำไม่ได้ให้ใช้หมอนหนุนหลังแทน

ออฟฟิศซินโดรมคือ

  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน
    • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อระหว่างวัน
    • เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายอย่างน้อย ทุกๆ 1 ชั่วโมง
    • พักสายตาจากจอคอมทุกๆ 10 นาที
    • เปลี่ยนท่านั่งทำงานทุกๆ 20 นาที
    • นั่งตัวตรง หลังชิดขอบด้านในของเก้าอี้
    • จับเม้าส์ในตำแหน่งตรง ไม่บิด งอ ข้อมือขึ้นหรือลง


4 ท่าบริหาร บอกลาออฟฟิศซินโดรม

ท่าบริหาร office syndrome

  1. มือประสานกันไว้ข้างหน้า แล้วดันออกไปจนสุด ค้างไว้ 10-20 วินาที ทำแบบนี้จำนวน 2 ครั้ง จะช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณส่วนหลังที่ตึง
  2. มือประสานกันยกขึ้นเหนือหัว เหยียดขึ้นไปจนสุดและดันค้างไว้ 10-20 วินาที ทำแบบนี้เป็นจำนวน 2 ครั้ง จะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณส่วนตื้นและต้นแขน
  3. ท่าดันหลังส่วนล่าง ยืดอกแอ่นตัวไปข้างหลัง ค้างไว้ 20 วินาที ท่านี้จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณส่วนหลังและอก
  4. มือไขว้หลังและจับข้อมือไว้ ก้มหน้าลงและเอียงคอไปด้านขวา พร้อมกับดึงมือซ้ายไปทางขวา ทำค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นให้สลับข้างทำ ข้างละ 2 ครั้ง จะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ และคอ

“อย่าลืมสังเกตอาการว่าคุณเข้าข่ายเป็นออฟฟิศซินโดรมหรือไม่? เพื่อที่จะได้ป้องกันได้ทันก่อนอาการปวดจะเรื้อรังจนเป็นอันตราย”

สรุป

อาการออฟฟิศซินโดรม แม้จะไม่ร้ายแรงแต่ต้องได้รับการรักษาเพราะหากปล่อยไว้นานอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ โดยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนั่งทำงาน และปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการนั่งทำงานให้เหมาะสม และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็บอกลาอาการออฟฟิศซินโดรมไปได้เลย

BED & MATTRESS PRODUCT

ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆพ.816/2563 *อ่านคำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้

จัดจำหน่าย บริษัท ฟาร์ ทริลเลียน จำกัด 73,75 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 89/2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ10700

2 thoughts on “อาการออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศที่ไม่ควรมองข้าม!

  1. Pingback: บทความเดือนมิถุนายน - โรงพยาบาลลำพูนใกล้หมอ

  2. Pingback: ห่างไกลออฟฟิศซินโดรมได้แค่ขยับร่างกาย คลายเรื่องงาน | ThomasThailand

ใส่ความเห็น