หากใครกำลังมีใบหน้าที่บวมมากกว่าปกติ สามารถสันนิษฐานได้ 2 ข้อเลยค่ะ ข้อแรกคืออยู่ในสภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน อย่างที่สองคือหน้าบวมโรคไต เพราะมีการทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ประสิทธิภาพของไตลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถขับของเสียออกมาได้ โดยมีอาการตัวบวมหน้าบวมอย่างเด่นชัด หากใครกำลังเป็นอยู่ไม่ควรปล่อยไว้ ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที หากได้รับการรักษาช้าเกินไป อาจนำไปสู่สภาวะไตวาย ส่งผลให้เสียชีวิตได้เลย
หน้าบวม โรคไต ใช่อาการนี้หรือเปล่า?
เป็นการยากที่จะระบุว่า อาการหน้าบวมเกิดขึ้นจากโรคไต หรือมีปัญหาที่การทำงานของไตหรือเปล่า? แต่เป็นไปได้ค่ะ ที่อาการหน้าบวมจะเกิดจากโรคไต ซึ่งการหน้าบวมโรคไต มีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถขับของเสียได้ ซึ่งอวัยวะที่มีหน้าที่ในการขับของเสีย คือไตนั่นเอง จึงทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือภายในร่างกาย ส่งผลให้มีอาการตัวบวม หน้าบวมนั่นเองค่ะ
![]()
ซึ่งโรคนี้ในระยะแรกจะไม่ปรากฏอาการใด ๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้ตัวช้า จนกระทั่งถึงระยะสุดท้าย อาการบวมตามร่างกายจึงจะเริ่มปรากฏ แต่ไม่สามารถรักษาไตให้กับมาทำงานเหมือนเดิมได้แล้ว ดังนั้น การเฝ้าสังเกตร่างกายของตัวเรานั้นจึงสำคัญมากเลยค่ะ นอกจากการดูใบหน้าและตัวว่ามีอาการบวมไหม ยังต้องหมั่นสังเกตอาการโรคไตอื่น ๆ ร่วมด้วยค่ะ
เท้าบวม เกิดจากอะไร? บวมแบบไหนบอกโรคร้าย ต้องรีบไปหาหมอ!หน้าบวม โรคไต นอกจากโรคไตเกิดจากอะไรได้อีก?
จากการรวบรวมของงานวิจัยของแพทย์และเทคโนโลยีการวินิฉัยที่สมัยมากขึ้น ทำให้เรารู้ว่านอกจากหน้าบวมโรคไตแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น ๆ ด้วย โดยหน้าบวมเกิดจากน้ำภายในร่างกายมีเยอะเกินไป ส่งผลให้เซลล์ในใบหน้ามีความเต่งหรือบวมขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ซึ่งอาการบวมสามารถเกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่เพียงแต่ใบหน้าเท่านั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณจากโรคบางชนิดได้
![]()
สาเหตุของอาการหน้าบวม
1. โรคอ้วน
หากใครมีใบหน้าบวม สามารถตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากภาวะน้ำหนักเกิน โดยปกติแล้วค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ที่ส่งผลให้ร่างกายดูบวมจะมากกว่า 30 ขึ้นไป สาเหตุนี้หากน้ำหนักลดลง จะทำให้อาการบวมลดลงเช่นกัน
2. โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ สาเหตุนี้เกิดจากร่างกายไวต่อสิ่งนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น อาหาร ยา เครื่องดื่ม อากาศ เป็นต้น ส่งผลให้เกิดอาการบวมของใบหน้าขึ้น เป็นการส่งสัญญาณเตือนของร่างกายว่ากำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤต หากมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไอ หายใจไม่ทั่วท้อง คัดจมูก ต้องรีบทานยาแก้แพ้หรือพบแพทย์ทันที
3. โรคลมพิษ
อาการบวมจากการเกิดโรคลมพิษ ส่วนใหญ่แล้วจะมีผดผื่น นูนแดง เกิดควบคู่กันไปด้วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการแพ้อากาศ อาหาร แมลง สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ เป็นต้น โดยอาการบวมและผดผื่นจะค่อย ๆ จางลงภายใน 24 ชั่วโมง
![]()
4. โรคคางทูม
โรคคางทูมนี้จะมีลักษณะเด่นคือ หน้าบวมข้างเดียว ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส Mumps ที่อยู่ในกลุ่ม Paramyxovirus แพร่กระจายผ่านการไอ จาม การสัมผัสน้ำลาย น้ำมูกของผู้ป่วย จุดจำเพาะของไวรัสนี้คือต่อมน้ำลายบริเวณข้างหู จึงส่งผลให้มีอาการบวมบริเวณแก้มนั่นเอง
5. โรคไทรอยด์
ต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะสำคัญ ในการผลิตและหลั่งฮอร์โมนเข้ากระแสเลือด สำหรับกลุ่มอาการตัวบวม หน้าบวม เกิดจากต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้นยังส่งผลให้อ่อนเพลีย คิดช้า เฉื่อยชา ง่วงนอน ท้องผูก เป็นต้น
6. โรคคุชชิงซินโดรม
โรคคุชชิงซินโดรม ส่วนมากพบที่วัยเรียนและวัยทำงาน อาการบวมเกิดจากการสะสมของไขมันบริเวณหน้ามากเกินไป ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลในปริมาณมากนั่นเอง
ผู้ป่วยโรคไตห้ามกินอะไร? มาดูอาหารโรคไตห้ามกิน อาจเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน!!เครื่องวัดความเค็ม รุ่น ALLWELL SaltTrack
- ตรวจวัดค่าความเค็มได้อย่างรวดเร็วภายในประมาณ 5 วินาที
- รองรับการวัดอุณหภูมิอาหารตั้งแต่ 1–99°
- ผลิตจากวัสดุพลาสติก ABS คุณภาพดี ทนต่อความร้อน
- มาพร้อมหน้าจอ LCD พร้อมแสง Backlight
- ใช้งานสะดวก 3 ขั้นตอน ก็ทราบผล
- เชื่อมต่อบลูทูธผ่านแอป Allwell+ บนมือถือ เพื่อบันทึกผลและแสดงในรูปแบบกราฟ
อาการตัวบวมหน้าบวม โรคไตแบบไหนอันตราย
จริง ๆ แล้ว อาการบวม เป็นการส่งสัญญาณจากร่างกายของเรารูปแบบหนึ่ง นั่นหมายถึงว่ากำลังมีบางอย่างทำงานอย่างผิดปกติ อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงบางชนิด โดยเฉพาะอาการหน้าบวมโรคไต ที่จะไม่แสดงอาการในระยะแรกจนกระทั่งเริ่มเข้าสู่ระยะสุดท้ายอาการต่าง ๆ จึงปรากฏ สิ่งที่น่ากลัวนั้นคืออาจนำไปสู่สภาวะเรื้อรัง ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ต้องอาศัยการบำบัดหรือการฟอกไตให้ร่างกายคงตัวเท่านั้น
![]()
วิธีลดอาการหน้าบวม รักษาหน้าบวมโรคไต
หากอาการบวมเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า แน่นอนว่าจะส่งผลถึงความมั่นใจในการดำเนินชีวิต วิธีการแรกที่จะช่วยลดอาการบวมได้ ต้องเริ่มจากหาสาเหตุก่อน เพราะจะช่วยให้การรักษาตรงจุดและได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังไว้ โดยเราก็มีวิธีการลดหน้าบวมที่สามารถทำได้เบื้องต้นมาแนะนำ ดังนี้
![]()
วิธีลดอาการหน้าบวมโรคไต
- เลี่ยงการทานอาหารที่มีรสจัด โดยเฉพาะรสเค็มจัด และพวกอาหารที่มีโซเดียมทั้งหลาย
- ขณะนอน ให้คุณยกเท้าสูงขึ้นมา จะช่วยลดอาการบวมได้ดี
- ดื่มน้ำเยอะ ๆ โดยเฉพาะคนที่หน้าบวมเพราะเป็นโรคไต เพราะน้ำจะช่วยขับโซเดียมออกไป ทำให้อาการบวมลดลงนั่นเอง
- รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการลดบวม เช่น แตงกวา ขึ้นฉ่าย ส้ม และมะละกอ เป็นต้น
FAQ คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับหน้าบวม โรคไต
อาการหน้าบวมที่ควรระวังคือ บวมช่วงเช้าหลังตื่นนอน หนังตาบวม กดแล้วบุ๋ม หรือมีอาการบวมร่วมกับเท้าบวม ปัสสาวะผิดปกติ และอ่อนเพลีย เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าไตทำงานผิดปกติและร่างกายขับน้ำส่วนเกินได้ไม่ดี
สามารถดูแลอาการบวมได้ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารเค็ม ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกาย (ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำตามคำแนะนำของแพทย์) รวมถึงอาจนอนยกเท้าให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการบวม และควรชั่งน้ำหนักทุกเช้าเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำสะสมในร่างกาย
เมื่อไตทำงานลดลง ร่างกายจะขับของเสียและน้ำส่วนเกินได้ไม่เต็มที่ ทำให้น้ำคั่งตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า รอบดวงตา มือ และเท้า จึงเกิดอาการบวมได้
หากพบสาเหตุเร็วและรักษาอย่างเหมาะสม อาการบวมสามารถดีขึ้นได้ โดยแพทย์จะรักษาตามสาเหตุ เช่น ควบคุมอาหาร ลดเค็ม หรือรักษาโรคไตที่เป็นต้นเหตุ
นอกจากหน้าบวมจากโรคไตแล้ว อาการหน้าบวมยังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคอ้วน ภูมิแพ้ ลมพิษ คางทูม โรคไทรอยด์ หรือโรคคุชชิงซินโดรม โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการคั่งของน้ำ การอักเสบ หรือการสะสมไขมันในร่างกาย หากมีอาการบวมต่อเนื่องหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
ผู้ที่มีอาการหน้าบวมหรือเสี่ยงโรคไต ควรหลีกเลี่ยงอาหารโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง และขนมกรุบกรอบ รวมถึงควรลดการใช้เครื่องปรุงรสต่าง ๆ เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว และผงชูรส เพื่อลดการคั่งของน้ำและภาระการทำงานของไต
สรุป หน้าบวม โรคไต สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หน้าบวม ตัวบวม ถึงแม้ว่าเป็นการแสดงออกเล็ก ๆ ของร่างกาย แต่อาจนำไปสู่โรคร้ายบางชนิดได้ หากรักษาหรือป้องกันไม่ทัน อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้เลย เพราะฉะนั้นแล้วเราควรมีการตรวจร่างกายประจำปี อย่างน้อยที่สุดควรตรวจหนึ่งครั้งต่อปี รวมถึงออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง คาร์ดิโอ เล่นเวท โยคะ พิลาทิส หรือกิจกรรมอื่น ๆ สามารถทำได้เช่นกัน การป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่าการแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพ