ปัญหากวนใจที่ผู้หญิงเกือบทุกคนต้องเจอนั่นก็คือ ปวดท้องประจำเดือน หรือปวดท้องเมนส์ ซึ่งองค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า ผู้หญิงและวัยรุ่นมากกว่า 2 ใน 3 มีอาการปวดระหว่างมีประจำเดือน หลายคนเข้าใจว่าการปวดประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ จึงมักมองข้ามปัญหานี้ไป แต่รู้ไหมคะว่าแม้จะปวดเพียงเล็กน้อย แต่ปวดเป็นระยะเวลานาน หรือแม้กระทั่งปวดท้องแบบรุนแรง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายที่จะตามมาได้ค่ะ
สาเหตุของการปวดท้องประจำเดือน
อาการปวดท้องประจำเดือน มีสาเหตุมาจากการบีบตัวของมดลูก ในช่วงที่มีประจำเดือนเยื่อบุมดลูกจะผลิตสารโพรสตาแกลนดิน ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้มดลูกมีการบีบตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีรอบเดือน 1-2 วัน หรือ 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน อย่างไรก็ตามอาการปวดประจำเดือนเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุด้วยกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันดังนี้ค่ะ

1.ปวดแบบปฐมภูมิ
คืออาการปวดแบบทั่วไป โดยอาการปวดประเภทนี้พบได้บ่อยที่สุด มักมีสาเหตุมาจาก เยื่อบุโพรงมดลูกผลิตสารโพรสตาแกลนดิน มากจนเกินไป
2.ปวดแบบทุติยะภูมิ
อาการปวดประเภทนี้มีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพ ภาวะผิดปกติของมดลูก หรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ ดังนี้
- ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อของระบบสืบพันธุ์ โดยจะติดเชื้อที่มดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ หากไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด จะส่งผลให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวดท้องในขณะที่มีประจำเดือนได้
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกมดลูก ส่งผลให้ประจำเดือนมีสีแดงคล้ำ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง และทำให้มีบุตรยาก
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญภายในกล้ามเนื้อมดลูก จะทำให้มีอาการปวดประจำเดือนอย่างมาก เนื่องมาจากมดลูกอักเสบและถูกกด ในบางรายอาจมีประจำเดือนออกมามากและมีรอบเดือนยาวนานกว่าปกติ มักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปีที่มีบุตรแล้ว
- ปากมดลูกตีบ ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อยนัก ปากมดลูกตีบแคบเกินไป ส่งผลให้เลือดประจำเดือนไหลได้ช้า ก่อให้เกิดแรงกดภายในมดลูกเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดท้องรุนแรงและเรื้อรัง
- เนื้องอกนอกมดลูก มีขนาดตั้งแต่เล็กมาไปจนถึงขนาดใหญ่ ส่งผลให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติ หรือมีประจำเดือนกระปริบกระปรอยนานเป็นสัปดาห์ และมีอาการปวดประจำเดือนหรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรังร่วมด้วย
สีของประจำเดือน บอกอะไรเราบ้าง?
อาการปวดท้องประจำเดือน มีสาเหตุมาจากการบีบตัวของมดลูก ในช่วงที่มีประจำเดือนเยื่อบุมดลูกจะผลิตสารโพรสตาแกลนดิน ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้มดลูกมีการบีบตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีรอบเดือน 1-2 วัน หรือ 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน อย่างไรก็ตามอาการปวดประจำเดือนเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุด้วยกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันดังนี้ค่ะ

ประจำเดือนมีสีแดงสด หรือแดงคล้ำ
เป็นภาวะปกติของประจำเดือนในช่วง 3 วันแรก ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีเลือดออกมามาก และในช่วงนี้มักจะมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
เลือดประจำเดือนมีสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้ม หรือมีสีน้ำตาลดำ
มักพบในช่วงวันแรกหรือวันท้ายๆ ของรอบเดือน ซึ่งเกิดจากเลือดสีแดงสดถึงขังไว้ในช่องคลอดเป็นระยะเวลาหนึ่งทำให้เลือดเกิดการเปลี่ยนสี
ปวดประจำเดือน ดูแลตัวเองอย่างไร และเมื่อไหร่ควรไปหาหมอ?
อาการปวดประจำเดือน ส่วนใหญ่สามารถบรรเทาได้ด้วยการดูแลตัวเองค่ะ แต่หากปวดรุนแรงกว่าปกติหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการตรวจและรับการรักษา

แม้อาการปวดท้องประจำเดือนส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่หากมีอาการปวดรุนแรง ปวดเฉียบพลัน หรือมีไข้ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากได้ จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม
สรุปแล้วสีของประจำเดือนไม่ได้บ่งบอกโรคหรือภาวะผิดปกติใดๆ ดังนั้นหากมีสีประจำเดือนผิดแปลกไปจึงไม่ต้องกังวลไปว่าจะมีอันตรายอะไร
เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ หรือเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปวดท้องประจำเดือน
หากอาการปวดไม่รุนแรงและดีขึ้นภายใน 1–2 วัน มักไม่ใช่เรื่องน่ากังวลค่ะ แต่หากอาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือเพิ่งเริ่มปวดมากผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาค่ะ
แนะนำให้ประคบร้อนค่ะ เพราะความร้อนช่วยให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัวและลดอาการเกร็ง ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้
ระดับความรุนแรงของอาการปวดแตกต่างกันในแต่ละคนค่ะ อาจเกี่ยวข้องกับปริมาณสารโพรสตาแกลนดิน ความผิดปกติของมดลูก อายุ พันธุกรรม หรือโรคทางนรีเวชบางชนิด
ทานยาแก้ปวด หรือทานยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) ค่ะ ยาแก้ปวดอาจมีผลข้างเคียง ดังนั้นควรใช้เมื่อมีอาการปวดแบบรุนแรงเท่านั้นค่ะ
ในช่วงมีประจำเดือน มดลูกจะบีบตัวและอาจกระตุ้นเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปบริเวณหลังส่วนล่างหรือเอวได้
สรุป อาการปวดประจำเดือนที่ผู้หญิงควรรู้
อาการปวดท้องประจำเดือนในเพศหญิงโดยปกติทั่วไปมักจะมีอาการไม่รุนแรง ปวดเพียงช่วงวันแรกๆ ของการมีประจำเดือนจึงไม่ต้องกังวลไป แต่หากมีอาการปวดรุนแรง และมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย ให้รีบพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีค่ะ


