การดูแลผู้สูงอายุ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน!

การดูแลผู้สูงอายุ

      เนื่องจากผู้สูงอายุ เป็นวัยที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพร่างกายที่มีความเสื่อมถอยและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา บวกกับการมีโรคประจำตัวต่างๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ เช่น หกล้ม เป็นลม หัวใจหยุดเต้น ดังนั้นผู้ดูแลจึงควรมีความรู้ใน การดูแลผู้สูงอายุ เพื่อที่จะได้รับมือ เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินในผู้สูงอายุได้ทัน   การดูแลผู้สูงอายุ

สารบัญเนื้อหา 

   

การดูแลผู้สูงอายุ หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น

        การดูแลในผู้สูงอายุ ในภาวะหยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น สิ่งที่ผู้ดูแลต้องมีเลยอันแรกคือการตั้งสติ เพราะการหยุดหายใจ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินในผู้สูงอายุ ที่อันตรายถึงชีวิตได้  ซึ่งหากผู้ดูแลไม่มีสติอาจทำให้ช่วยเหลือผู้สูงอายุไม่ทัน         การหยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้นคือการที่ร่างกายขาดอากาศ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ หัวใจ สมอง ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ ส่งผลให้หมดสติ และหัวใจหยุดเต้น โดยสาเหตุมักมาจาก อุบัติเหตุ โรคหัวใจ จมน้ำ ไฟดูด สูดดมสารพิษ และทางเดินหายใจอุดกั้น

อาการ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว หยุดหายใจ หรือหายใจเฮือก

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน

    • ตั้งสติ แล้วประเมินสถานการณ์ ความปลอดภัยก่อนเข้าไปช่วยเหลือ
    • โทรขอความช่วยเหลือ 1669
    • เช็กดูว่าผู้สูงอายุยังมีสติอยู่หรือไม่ ตบไหล่ทั้งสองข้าง แล้วเรียกด้วยเสียงดัง
    • ดูการตอบสนอง การพูด การขยับตัว และดูการเคลื่อนไหวของหน้าท้องและทรวงอก หากไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจให้ช่วยเหลือทันที

  ภาวะฉุกเฉินในผู้สูงอายุ

    • ประสานมือวางลงกึ่งกลางหน้าอก ยืดไหล่และแขนเหยียด กดหน้าอกด้วยความลึกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในแนวดิ่ง ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที โดยห้ามกระแทก
    • กดหน้าอก ทำ CPR ต่อเนื่อง จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

การดูแลผู้สูงอายุเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หกล้ม

       การพลัดตกหกล้ม ถือเป็นภาวะฉุกเฉินในผู้สูงอายุที่พบได้บ่อย และยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยดังนี้

1.ปัจจัยภายนอก คือ สภาพแวดล้อมภายในบ้าน เช่น พื้นต่างระดับ พื้นลื่น มีของวางเกะกะที่พื้น แสงสว่างในบ้านน้อย

การดูแลและป้องกัน ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ติดตั้งราวจับในบ้านหรือห้องน้ำ ย้ายห้องนอนมาอยู่ด้านล่าง เพิ่มแสงสว่างภายในบ้าน พื้นในบ้านเรียบเสมอกัน

2.ปัจจัยภายใน เกิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้สูงอายุ ที่ถดถอยลง เช่น สายตาพร่ามัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง

การดูแลและป้องกัน ฝึกเดิน ใช้ไม้เท้าช่วยเดิน ออกกำลังกาย เช่น ไทเก๊ก โยคะ เป็นต้น

การดูแลผู้สูงอายุอาหารเป็นพิษ

       โดยปกติแล้วอาหารเป็นพิษนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะเกิดขึ้นได้ง่ายกับผู้สูงอายุเนื่องจากร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าวัยอื่นๆ จึงทำให้ติดเชื้อง่าย การดูแลผู้สูงอายุ ที่อาหารเป็นพิษจึงเป็นอีกหนึ่ง ภาวะฉุกเฉินในผู้สูงอายุที่ผู้ดูแลไม่ควรมองข้าม เพราะหากดูแลรักษาไม่ทันก็อาจทำให้เสียชีวิตได้        อาหารเป็นพิษมักมีสาเหตุมาจากการกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค หรือสารพิษ โดยเมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ลำไส้และกระเพาะอาหารจะทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งสองแบบนั่นก็คือ ท้องเสียแบบไม่รุนแรง และท้องเสียแบบรุนแรง ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุ

อาการ

ท้องเสียแบบไม่รุนแรง  ถ่ายออกมาเป็นน้ำ ปวดท้องแต่ไม่มาก แต่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก

ท้องเสียแบบรุนแรง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือดรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ไข้สูง ปวดเมื่อยตัว

 

วิธีการดูแล

    • ห้ามรับประทานยาหยุดถ่าย เพราะการถ่ายจะเป็นการขับเชื้อแบคทีเรียออกมาจากร่างกาย
    • จิบน้ำ หรือเกลือแร่บ่อยๆ ป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ
    • หากอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการปวดท้องเบาลงแล้ว ให้รับประทานอาหารอ่อนๆ รสจืด แล้วสังเกตอาการ จากนั้นให้ค่อยๆ ปรับอาหารไปตามอาการ
    • หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ภายใน 24 ชม.

การดูแลผู้สูงอายุเมื่อเป็นลมแดด

       เนื่องจากผู้สูงอายุปรับตัวตามสภาพอากาศได้ช้ากว่าคนในวัยอื่นๆ ทำให้เมื่ออยู่กลางแดด หรือที่ที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานานๆ เสี่ยงเป็นลมแดดได้ง่าย และหากไม่ได้รับการดูแลแก้ไขอย่างถูกต้องทันเวลาอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุ

อาการลมแดด

    • อาการเริ่มต้น ตาลาย รู้สึกเวียนหัวเมื่อลุกขึ้นยืน หน้าแดง เป็นตะคริว
    • อาการปานกลาง คลื่นไส้ ปวดศีรษะเล็กน้อย อ่อนล้า อ่อนเพลีย
    • อาการรุนแรง เหม่อลอย ตัวสั่น หรือบางรายมีอาการชักเกร็ง ไม่สามารถทรงตัวได้ หมดสติ

 

วิธีดูแลเมื่อผู้สูงอายุเป็นลมแดด

        เมื่อผู้สูงอายุเป็นลมแดด สิ่งที่ต้องรีบตรวจสอบเป็นอันดับแรกเลยคือ ผู้สูงอายุยังมีสติอยู่หรือไม่ หากไม่มีสติให้เรียกรถฉุกเฉินทันที  แต่หากผู้สูงอายุยังมีสติดี สามารถโต้ตอบได้ ให้พาเข้าไปในที่เย็นๆ หรือห้องแอร์ คลายเสื้อผ้าให้หลวม และทำให้อุณภูมิของร่างกายผู้สูงอายุลดลงอย่างเร็วที่สุด          ทำให้อุณภูมิผู้สูงอายุลดลง หาอะไรมาพัดเพื่อให้เย็นขึ้น หากผู้สูงอายุยังพอมีแรง ให้ดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มเกลือแร่  ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ ประคบที่บริเวณ หน้าผาก คอ ใต้รักแร้ และขาหนีบ หรืออาจใช้แผ่นเจลเย็นประคบแทน    

ผู้สูงอายุมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

        เป็นภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำว่า 70 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ พบในผู้ป่วยเบาหวาน

อาการ มือสั่น ตัวสั่น ใจสั่น รู้สึกหิว มึนงง เวียนศีรษะ หัวใจเต้นแรง หน้ามืด ตาพร่ามัว ฉุนเฉียวง่าย

การดูแลผู้สูงอายุที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

        หากผู้สูงอายุยังรู้สึกตัว ให้ดื่มน้ำที่มีรสหวาน แต่หากไม่ดีขึ้นให้ดื่มซ้ำ ถ้ายังไม่ดีขึ้นอีกให้รีบนำส่งโรงพยาบาล หากผู้สูงอายุไม่รู้สึกตัว ห้ามน้ำเครื่องดื่มให้ดื่ม ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยทันที    

ผู้สูงอายุมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

       น้ำตาลในเลือดสูงบางครั้งมักไม่แสดงออกให้เห็น ดังนั้นการตรวจระดับน้ำตาลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบอกระดับน้ำตาลในเลือดได้  การดูแลผู้สูงอายุที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจึงเป็นสิ่งที่ผู้ดูแลไม่ควรมองข้าม เพราะหากได้รับการรักษาไม่ทัน อาจทำให้เกิดภาะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อสุขภาพ และอันตรายถึงขั้นเสียชวิตได้

อาการ

ปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณมาก กระหายน้ำบ่อยปวดท้อง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ น้ำหนักลด อาเจียน สับสนมึนงง หัวใจเต้นเร็ว

การดูแลผู้สูงอายุที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

    • ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
    • ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ
    • หากอาการรุนแรง ชัก ซึม หมดสติ ให้รีบส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

 

การตรวจระดับน้ำตาลด้วยตัวเอง ช่วยให้ผู้สูงอายุทราบระดับน้ำตาลของตนเองและสามารถดูแลรักษาตัวเองได้ทัน

ภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

 ปกติแล้วร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบ  60 เปอร์เซ็นต์ และโดยธรรมชาติของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น การเก็บสะสมน้ำของร่างกายก็น้อยลง  ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำได้มากกว่าคนในวัยอื่นๆ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำมักมาจาก อากาศร้อนอบอ้าว ดื่มน้ำน้อย ออกกำลังกายนอกบ้าน ทำให้เสียเหงื่อมาก เจ็บป่วย ท้องเสีย และอาเจียน เป็นต้น

อาการ

    • ปากแห้ง กระหายน้ำ
    • ปัสสาวะลดลง และมีสีเข้ม
    • บางรายมีอาการรุนแรง อ่อนแรง มึนงง หรือช็อค หมดสติจากการขาดน้ำ

 วิธีการดูแล

        หากผู้สูงอายุมีอาการขาดน้ำ ให้เช็กดูก่อนว่ายังพอมีสติอยู่หรือไม่ หากยังมีสติอยู่ ให้ดื่มน้ำเข้าไปทีละน้อย หรือดื่มเกลือแร่เพื่อทดแทนเหงื่อที่เสียไป  แต่หากหมดสติ ให้เลี่ยงการพยายามให้ดื่มน้ำเพราะอาจทำให้สำลักและเกิดปอดติดเชื้อได้ หากมีอาการตัวร้อนร่วม มีไข้ด้วย ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ผู้สูงอายุชัก

       คืออาการกระตุก เกร็งกล้ามเนื้อ โดยอาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ ซึ่งสาเหตุมาจาก โรคทางสมอง หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น

อาการ

อาการชักแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ

 ชักแบบทั่วไป ผู้สูงอายุมีอาการชักเกร็ง กระตุกเป็นจังหวะ และหมดสติ บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น กัดลิ้น ปัสสาวะราด โดยทั่วไปแล้วการชักแบบนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

ชักกระตุกเฉพาะที่ การชักนั้นจะขึ้นอยู่กับบริเวณสมองที่มีคลื่นไฟฟ้าผิดปกติ ซึ่งผู้ที่มีอาการชักจะยังมีสติและรู้ตัวอยู่

วิธีการดูแล

    • โดยปกติของผู้ที่มีอาการชักมักล้มลงกับพื้นอย่างกะทันหัน ให้ลองตรวจดูที่ศีรษะว่าได้รับการกระทบกระเทือนหรือไม่
    • ห้ามสอดนิ้วมือ ช้อนหรือสิ่งของเข้าไปในปาก เพราะอาจทำให้ลิ้นเกิดบาดแผล
    • ไม่จับยึดตัว หรือเขย่าตัวผู้ป่วยขณะชัก
    • รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

การดูแลผู้สูงอายุที่มีระบบทางเดินหายใจ หอบหืด

       โรคหอบหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมไวต่อการถูกกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ได้ง่าย ดูแลผู้สูงอายุ

อาการ ไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หอบเหนื่อย หายใจลำบาก

วิธีการดูแล

    • ดื่มน้ำมากๆ วันละ 8-10 แก้ว เพื่อละลายเสมหะ
    • หลีกเลี่ยงการกินอยู่ใกล้สิ่งที่ทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจหรือก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่นอาหารทะเล ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ฝุ่น เป็นต้น
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่หากมีอาการหอบระหว่างนั้นให้หยุดออกทันที ควรเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ และก่อนออกำลังกายควรใช้ยาขยายหลอดลมก่อน 5-10นาที
    • ฝึกการบริหารปอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ.0
    • การหายใจ
    • รับประทานยา หรือพ่นยาตามคำแนะนำของแพทย์

 

 

สรุป

       การดูแลผู้สูงอายุเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน สิ่งที่ผู้ดูแลต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับสถานการณ์นั่นก็คือ ประวัติของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแพทย์ในการรักษา  ในทางที่ดีควรจดบันทึกไว้ในสมุด หรือบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือ โดยสิ่งที่ควรบันทึกนอกจากประวัติแล้ว ยาที่ผู้สูงอายุทานประจำ หรือยาที่แพ้ ก็ควรบันทึกลงไปด้วยเพื่อให้แพทย์สามารถดูอาการได้ถูกต้องและรักษาได้ทันท่วงที   

 

 

ใส่ความเห็น