นิ่วในถุงน้ำดี อันตรายใกล้ตัวที่ป้องกันได้!

อาการนิ่ว

อาการนิ่ว ในถุงน้ำดี หรือโรคนิ่ว พบมากในเพศหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ในเพศหญิงมีความเสี่ยงในการเป็นนิ่วมากกว่าเพศชาย 1-2 เท่า และมีความเสี่ยงสูงในผู้สูงอายุ  ผู้ที่มีคลอเรสเตอรอลสูง เป็นโรคเบาหวาน ธาลัสซีเมีย ผู้หญิงที่มีบุตรแล้ว บุคคลเหล่านี้จะมีโอกาสเป็น นิ่วถุงน้ำดีมากกว่าคนอื่นๆ   นิ่วในถุงน้ำดี

     

 นิ่วถุงน้ำดี คือ โรคในระบบทางเดินอาหาร ที่มีก้อนขนาดเล็กเกิดขึ้นในถุงน้ำดี 

 ถุงน้ำดี คือ ส่วนหนึ่งของระบบทางเดินน้ำดี มีหน้าที่ช่วยย่อยไขมันที่เราทานเข้าไป  และเป็นแหล่งกักเก็บแหล่งน้ำดี ที่ร่างกายไม่ใช้แล้ว เพื่อช่วยในการแตกไขมัน

     

นิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากอะไร?

       นิ่วในถุงน้ำดีเกิดขึ้นจากหลากหลายสาเหตุแตกต่างกันออกไปดังนี้

       เกิดจากการมีเม็ดสีหรือบิลิรูบินมากเกินไป

          นิ่วมีลักษณะเป็นสีน้ำตาล หรือสีดำ เกิดจากสารบิลิรูบินทำหน้าที่เป็นสารเคมีที่ผลิตขึ้นเมื่อเซลล์เม็ดเลือดถูกทำลาย หรือตาย หรืออาจเกิดจาก โรคตับแข็ง การติดเชื้อในระบบทางเดินน้ำดี โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย โลหิตจางจากการขาดเอนไซม์ G6PD

        นิ่วมีลักษณะเป็นสีน้ำตาล หรือสีดำ

ภาพจาก ENDO-X-TCPH ศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหารและท่อน้ำดีระดับภูมิภาค

 

       เกิดจากการมีคอเลสเตอรอลมากเกินไป

          เป็นชนิดที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นก้อนสีขาว สีเหลือง หรือสีเขียว เกิดจากการที่ตับขับคอเลสเตอรอลมออกมามากจนเกินไป ทำให้เกิดตะกอน จนกลายเป็นนิ่วในที่สุด หรือเกิดสารคอเลสเตอรอลที่บีบออกมาได้ไม่หมด เนื่องมาจากการบีบตัวที่ไม่ดีพอของกล้ามเนื้อในถุงน้ำดี

ก้อนนิ่วสีขาว

ภาพจาก : hatyaisurgeon.blogspot.com

 

 

       เกิดจากถุงน้ำดีขับของเสียออกได้ไม่เหมาะสม

          มีลักษณะ เป็นสีเหลืองปนดำ หรือน้ำตาล  เกิดจากการที่น้ำดีไม่สามารถขับของเสียออกมาได้อย่างเหมาะสม ทำให้น้ำดีมีความเข้มข้นมากจนเกินไป และส่งผลให้คอเลสเตอรอลและบิลิรูบินตกตะกอนรวมกับสารอื่นๆ  และก่อตัวกลายเป็นนิ่วในที่สุด

ก้อนนิ่วเเหลืองปนดำ

IMAGE SOURCE : www.slideshare.net (Shashidhar Venkatesh Murthy)

 

ก้อนนิ่วอาจมีขนาดเล็กเท่าก้อนเม็ดทราย หรือมีขนาดใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ

 

 

ลักษณะ อาการนิ่ว ในถุงน้ำดี

       นิ่วในถุงน้ำดี มักจะไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยบางรายมักคิดว่าตนเองเป็นโรคกระเพาะจึงซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งผู้ป่วยจะทราบว่าตนเองเป็นนิ่วในถุงน้ำดีก็ต่อเมื่อมาตรวจสุขภาพ หรืออาจทราบจากการพบแพทย์ด้วยปัญหาสุขภาพอื่น  วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคนิ่วในถุงน้ำดี มีดังนี้

  • ปวดท้องบริเวณท้องส่วนบน หรือท้องด้านขวาอย่างรุนแรง บางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปยังกระดูกสะบัก หรือไหล่ด้านขวา

  • ปวดบริเวณกลางท้อง หรือใต้กระดูกหน้าอกอย่างรุนแรง และมักเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน

  • ปวดหลัง ช่วงไหล่และสะบัก

  • มีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียน

  • มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย แสบร้อนบริเวณอก มีลมในกระเพาะอาหาร และรู้สึกจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ หลังรับประทานอาหาร

       และหากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยควรพบแพทย์ 

  • ปวดท้องรุนแรงจนไม่สามารถนั่งในท่าปกติได้

  • เป็นดีซ่าน ผิวซีดเหลือง ตาเหลือง

  • มีไข้ หนาวสั่น

  • ปัสสาวะสีเข้ม หรือมีอุจจาระสีซีด มักเกิดขึ้นในกรณีที่ก้อนนิ่วอุดตันในท่อน้ำดี

ปวดท้อง

 

 

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

          1.ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วน เพราะอาจทำให้มีระดับคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีสูงจนไม่สามารถขับออกมาได้ดีเท่าที่ควร

          2.ผู้ใช้ยาคุมกำเนิด ใช้ฮอร์โมนสำหรับผู้ที่ใกล้หมดประจำเดือน หรือผู้ที่ตั้งครรภ์ มักเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดีเพราะบุคลลเหล่านี้ อาจมีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มากจนเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาและส่งผลทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้น ทำให้การขับของถุงน้ำดีเป็นไปได้ไม่ดี

          3.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง ส่งผลให้ถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ดีนัก จึงเสี่ยงที่จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้

          4.ผู้ที่มีน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายละลายไขมันมากเกินไป ส่งผลให้ตับผลิตคอเลสเตอรอลออกมามากเกินไป

          5.พันธุกรรม หากบุคคลในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อน ลูกหลานก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้เช่นกัน

          6.รับประทานอาหารไขมันสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของความอ้วน และทำให้คอเรสเตอรอลสูง

          7.เพศหญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และเพศชายที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าวัยอื่นๆ

            นั่นก็เพราะว่าผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีส่วนทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีนั้นสูงขึ้น และการทานยาคุมกำเนิดหรือทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือนนั้น ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้นั่นเอง 

 

ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา

  • ท่อน้ำดีอักเสบ เกิดจาการที่ก้อนนิ่วเข้าไปอุดตันท่อถุงน้ำดี ที่เป็นทางไหลผ่านของน้ำดี ซึ่งอาจทำให้เป็นดีซ่าน หรือติดเชื้อในท่อน้ำดีได้

  • ตับอ่อนอักเสบ เกิดจากการที่ก้อนนิ่วเข้าไปปิดที่ท่อของตับอ่อน ส่งผลให้มีอาการปวดท้องรุนแรง อย่างต่อเนื่อง และต้องรักษาอย่างทันท่วงที

  • ถุงน้ำดีอักเสบ ทำให้น้ำดีไม่สามารถไหลผ่านไปยังลำไส้เล็กได้ ส่งผลทำให้มีน้ำดีอยู่ในถุงมากเกินไป เป็นการเพิ่มแรงดันถุงน้ำดี  ทำให้เกิดการอักเสบ 

  • มะเร็งท่อน้ำดี พบมากในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เป็นก้อนเนื้อร้ายที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผนังของท่อน้ำดี

  • ติดเชื้อในกระแสเลือด อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

นิ่วในถุงน้ำดี ป้องกันได้อย่างไร ?

  • ทานอาหารให้เป็นเวลา และทานให้ครบทั้งสามมื้อ ไม่ควรอดอาหาร เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้

  • ไม่ควรลดน้ำหนักอย่างหักโหม ควรลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการที่น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ จะเป็นการเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้

  • รักษาสมดุลของร่างกาย ไม่ให้น้ำหนักตัวมากจนเกินไป

  • งดอาหารไขมันสูง

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

จะรักษานิ่วในถุงน้ำดีได้อย่างไร

  • ใช้ยาที่มีฤทธิ์ละลายก้อนนิ่ว คอเลสเตอรอล (ภายใต้คำแนะนำของแพทย์)

  • รักษาด้วยการผ่าตัด

 

สรุป

       นิ่วในถุงน้ำดีทุกคนสามารถป้องกันได้ เพียงดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง เลี่ยงอาหารที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเช่น ของทอด ของมัน และผู้ที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ควรหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี 

       และหากมีอาการผิดปกติที่น่าสงสัย ให้รีบพบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะหากอาการรุนแรง อาจถึงขั้นถุงน้ำดีเน่า ถุงน้ำดีแตกก็อาจส่งผลอันตรายต่อชีวิตได้ 

 

 

BED & MATTRESS PRODUCT

ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆพ.816/2563 *อ่านคำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้

จัดจำหน่าย บริษัท ฟาร์ ทริลเลียน จำกัด 73,75 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 89/2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ10700

ใส่ความเห็น