ปัจจุบัน “ปริมาณโซเดียมต่อวัน” เป็นเรื่องที่หลายคนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะพฤติกรรมการกินของคนไทยมักคุ้นชินกับอาหารรสจัดและอาหารสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอาหารโซเดียมสูงที่อาจทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัว แม้โซเดียมจะเป็นแร่ธาตุสำคัญต่อร่างกาย แต่หากได้รับมากเกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ได้ หลายคนจึงเริ่มหันมาใส่ใจการลดโซเดียม และควบคุมปริมาณโซเดียมต่อวันให้เหมาะสมมากขึ้น ด้วยการเลือกทานอาหารโซเดียมต่ำและหลีกเลี่ยงอาหารโซเดียมสูง บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมต่อวันที่เหมาะสม รวมถึงอาหารโซเดียมสูง-ต่ำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับโซเดียมมากเกินไปในแต่ละวันค่ะ
สารบัญ
- โซเดียม คืออะไร? สำคัญต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?
- ปริมาณโซเดียมต่อวันที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย
- บริโภคปริมาณโซเดียมต่อวันที่เกินพอดี มีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร?
- อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง ที่ควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง?
- อาหารที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ มีอะไรบ้าง?
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมต่อวัน
- สรุป ปริมาณโซเดียมต่อวัน สำคัญอย่างไร ควรควบคุมแค่ไหน?
โซเดียม คืออะไร? สำคัญต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?
โซเดียมจัดเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกาย และเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่จำเป็นต้องได้รับในปริมาณโซเดียมต่อวันที่เหมาะสม ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากโซเดียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของโซเดียมคลอไรด์ ที่มีบทบาทต่อกระบวนการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกาย หากร่างกายได้รับโซเดียมต่ำหรือโซเดียมสูงเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้เช่นกันค่ะ
![]()
ความสำคัญของโซเดียมต่อร่างกาย
- เป็นส่วนประกอบของน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหาร
- เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโครงสร้างกระดูกของมนุษย์
- ช่วยรักษาความสมดุลของความเป็นกรด และความเป็นด่างในร่างกาย ซึ่งมีผลสืบเนื่องไปสู่การทำงานในส่วนของการดูดกลับแร่ธาตุอาหารที่สำคัญของร่างกาย รวมไปถึงการดูดซึมกรดอะมิโนและน้ำตาลกลูโคสในระบบทางเดินอาหาร
![]()
โซเดียม เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโครงสร้างกระดูกของมนุษย์
- ช่วยรักษาสมดุลช่องทางการผ่านเข้าออกของของเหลวภายในเซลล์ หรือ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีว่าช่องทางโซเดียม – โพแทสเซียม ปั๊ม ส่วนนี้จะมีผลช่วยรักษาสมดุลปริมาณน้ำในร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่เกิดการขาดน้ำ หรือ เกิดการบวมน้ำขึ้น
- ช่วยให้เกิดความสมดุลของความดันโลหิตในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ
- ส่งเสริมการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท
ปริมาณโซเดียมต่อวันที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย
แม้โซเดียมจะเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การควบคุมปริมาณโซเดียมต่อวันก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะร่างกายของแต่ละคนสามารถรับโซเดียมต่อวันได้ไม่เท่ากัน โดยจะแตกต่างกันตามช่วงวัย เพศ และสภาวะของร่างกาย หากกินโซเดียมเยอะเกินไปต่อเนื่อง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ได้ ดังนั้นการเลือกทานอาหารโซเดียมต่ำ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงจึงเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ ซึ่งปริมาณโซเดียมต่อวันที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย มีดังนี้
ปริมาณโซเดียมต่อวันที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย
ขอบคุณข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยมหิดล
บริโภคปริมาณโซเดียมต่อวันที่เกินพอดี มีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร?
แม้ว่าโซเดียมจะเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากบริโภคปริมาณโซเดียมต่อวันเกินกว่าที่ร่างกายต้องการอย่างต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้ โดยเฉพาะในผู้ที่กินโซเดียมเยอะ หรือรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจำ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ
โรคที่เกิดจากการบริโภคปริมาณโซเดียมต่อวันที่เกินพอดี
- โรคความดันโลหิตสูง: หากได้รับโซเดียมต่อวันมากเกินไป สิ่งแรกที่จะเป็นได้คือโรคความดันโลหิตสูงได้เลย และอาจส่งผลต่อโรคหัวใจได้เลย
- โรคหัวใจ: การกินอาหารโซเดียมสูงเป็นประจำ อาจทำให้หัวใจมีภาวะที่เต้นผิดปกติได้
- โรคหลอดเลือดในสมอง: เมื่อระดับโซเดียมสูงส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ ก็อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะสมองขาดออกซิเจนได้
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด: การกินโซเดียมเยอะ ๆ อาจะส่งผลให้หัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงลดลงหรือไม่มีเลย เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
- โรคไตเรื้อรัง: เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมสะสมกันเป็นเวลานาน ทำให้ระบบไตทำงานเสื่อมลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคไตเรื้อรัง
![]()
- โรคกระดูกพรุน: เมื่อร่างกายได้รับโซเดียม ก็จะขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้น โดยขับเอาแคลเซียมออกมาด้วย ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมจนเกิดกระดูกเสื่อมในที่สุด
- โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร: การกินโซเดียมมาก ๆ จะไปทำลายผนังกระเพาะอาหาร จึงเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร และเกิดเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
- โรคหอบหืด: การทานโซเดียมมาก ๆ จะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ จึงอาจทำให้โรคหอบหืดกำเริบได้
เครื่องวัดความเค็ม รุ่น ALLWELL SaltTrack
- ตรวจวัดค่าความเค็มได้อย่างรวดเร็วภายในประมาณ 5 วินาที
- รองรับการวัดอุณหภูมิอาหารตั้งแต่ 1–99°
- ผลิตจากวัสดุพลาสติก ABS คุณภาพดี ทนต่อความร้อน
- มาพร้อมหน้าจอ LCD พร้อมแสง Backlight
- ใช้งานสะดวก 3 ขั้นตอน ก็ทราบผล
- เชื่อมต่อบลูทูธผ่านแอป Allwell+ บนมือถือ เพื่อบันทึกผลและแสดงในรูปแบบกราฟ
อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง ที่ควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง?
อย่างที่รู้ทั่วกัน คนไทยจำนวนมากนิยมรับประทานอาหารรสจัดและรสเค็ม ทำให้ได้รับโซเดียมต่อวันเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอาหารที่มีโซเดียมสูง หรืออาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ที่ควรหลีกเลี่ยงและไม่ควรรับประทานเป็นประจำ ได้แก่
![]()
- อาหารหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง กาหนาฉ่าย
- อาหารสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก แหนม หมูยอ
- เครื่องปรุงรส เช่น ผงชูรส ซุปก้อน กะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว
- อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวต้มกึ่งสำเร็จรูป
- อาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน เช่น น้ำจิ้ม น้ำซุปเข้มข้น และอาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ
ดังนั้นหากต้องการลดโซเดียมและดูแลสุขภาพในระยะยาว ควรเลือกทานอาหารโซเดียมต่ำ และควบคุมปริมาณโซเดียมต่อวันให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย
7 อาหารลดบวมน้ำ ขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายอาหารที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ มีอะไรบ้าง?
เมื่อเราทราบถึงความสำคัญของโซเดียม รวมถึงผลเสียจากการกินโซเดียมเยอะ และการได้รับปริมาณโซเดียมต่อวันมากเกินความจำเป็นกันไปแล้ว อีกหนึ่งวิธีสำคัญในการดูแลสุขภาพก็คือการเลือกทานอาหารโซเดียมต่ำ เพื่อช่วยควบคุมโซเดียมต่อวัน และลดความเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง โดยอาหารที่มีโซเดียมต่ำและช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกายได้ดี มีดังต่อไปนี้ค่ะ
![]()
- ปลาทูน่า ปลาแซลมอน จัดเป็นอาหาร ลดโซเดียมที่ได้รับความนิยมในการบริโภคทดแทนเนื้อสัตว์ที่มักมีโซเดียมสูง
- ธัญพืช เช่น อัลมอนด์ ถั่วลิสง
- ผัก เช่น มันเทศ ฟักทองน้ำเต้า
- ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล อะโวคาโด
- น้ำมัน เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันอะโวคาโด
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมต่อวัน
ได้ค่ะ เพราะอาหารหลายชนิดมี “โซเดียมแฝง” แม้ไม่ได้มีรสเค็มแต่ก็มีโซเดียมแผงอยู่ เช่น ขนมปัง เค้ก คุกกี้ เครื่องดื่มบรรจุกล่อง หรืออาหารที่ใส่ผงฟู ผงชูรส และสารกันเสียต่าง ๆ
ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงจะแบ่งตามช่วงอายุ
- อายุ 9-12 ปี ควรได้รับที่ 350-1,100 mg.
- อายุ 13-15 ปี ควรได้รับที่ 400-1,250 mg.
- อายุ 16-18 ปี ควรได้รับที่ 425-1,275 mg.
- อายุ 19 – 30 ปี ควรได้รับที่ 400 – 1,200 mg.
- อายุ 31 – 70 ปี ควรได้รับที่ 400 – 1,200 mg.
- มากกว่า 70 ปี ควรได้รับที่ 350 – 1,050 mg.
ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายจะแบ่งตามช่วงอายุ
- อายุ 9 – 12 ปี ควรได้รับที่ 400 – 1,175 mg.
- อายุ 13 – 15 ปี ควรได้รับที่ 500 – 1,500 mg.
- อายุ 16 – 18 ปี ควรได้รับที่ 525 – 1,600 mg.
- อายุ 19 – 30 ปี ควรได้รับที่ 500 – 1,475 mg.
- อายุ 31 – 70 ปี ควรได้รับที่ 475 – 1,450 mg.
- อายุมากกว่า 70 ปี ควรได้รับที่ 400 – 1,200 mg.
ผู้ใหญ่ทั่วไปควรได้รับโซเดียมไม่เกิน 2,000 mg. ต่อวัน หรือประมาณเกลือ 1 ช้อนชา โดยสามารถคำนวณได้จากการอ่านฉลากโภชนาการและรวมปริมาณโซเดียมจากอาหารที่กินในแต่ละวัน
- วิธีที่ง่ายที่สุดคือการอ่านฉลากโภชนาการ โดยดูตรงคำว่า “โซเดียม” ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค หรือสังเกตฉลากหวาน มัน เค็ม (GDA) ที่หน้าบรรจุภัณฑ์
- นอกจากการกะปริมาณด้วยสายตาหรืออ่านฉลากแล้ว ปัจจุบันยังสามารถใช้ “เครื่องวัดความเค็ม” เพื่อช่วยตรวจวัดระดับความเค็มของอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างสะดวก เช่น เครื่องวัดความเค็ม ALLWELL รุ่น SaltTrack ที่ช่วยตรวจวัดความเค็มได้รวดเร็วภายใน 5 วินาที เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณโซเดียมต่อวัน
โซเดียมมักมาจากเครื่องปรุงรส เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส ซอสต่าง ๆ รวมถึงอาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารหมักดอง และขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ
แม้โซเดียมจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากได้รับปริมาณโซเดียมต่อวันมากเกินความจำเป็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โซเดียมก็เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ เพราะหากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม โซเดียมจะช่วยรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับความดันโลหิต ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยในการดูดซึมสารอาหารบางชนิดภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
ควรเลือกอาหารสดและไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ผัก ผลไม้ ปลา ธัญพืช และถั่วต่าง ๆ รวมถึงลดการใช้เครื่องปรุงรส เพื่อช่วยควบคุมปริมาณโซเดียมต่อวันได้ดียิ่งขึ้น
สรุป ปริมาณโซเดียมต่อวัน สำคัญอย่างไร ควรควบคุมแค่ไหน?
สรุปแล้ว “ปริมาณโซเดียมต่อวัน” เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพราะแม้โซเดียมจะมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย แต่หากกินโซเดียมเยอะเกินไปจากอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ไส้กรอก อาหารแปรรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไตได้ ดังนั้นจึงควรลดโซเดียมและควบคุมโซเดียมต่อวันให้เหมาะสมโดยไม่เกิน 2000 mg ต่อวัน พร้อมกับการเลือกทานอาหารโซเดียมต่ำ เช่น ปลาแซลมอน ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ และดูแลสุขภาพในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น